ในทุกๆ ปี Jeff Bezos CEO แห่ง Amazon จะเขียนจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของบริษัทเพื่อเป็นการอัพเดตความเป็นไปของบริษัท รวมถึงแฝงข้อคิดทางธุรกิจอันคมคายมาให้เสมอๆ วันนี้เรานำข้อคิดดีดีจากจดหมายถึงผู้ถือหุ้น ฉบับที่ 20 มาฝากกัน เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับชาว Victors อย่างแน่นอน

ในจดหมายฉบับนี้  Jeff  จะพูดถึงความยากของการตัดสินใจ…เชื่อว่าในชีวิตของทุกคนเราคงจะได้พบกับการตัดสินใจยากๆ อยู่เสมอ และในหลายๆ ครั้งนั้น เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทางเลือกที่ถูกต้องคืออะไร เราไม่มั่นใจในตัวเอง เราไม่รู้ว่าถ้าเราเลือกทำแบบนี้แล้ว ผลมันจะออกมาเหมือนที่เราต้องการไหม?  วันนี้เราจะมาแชร์ 3 ข้อคิด ที่ Jeff Bezos ใช้ในเวลาที่เขาต้องตัดสินใจในเรื่องยากๆ ลองมาดูกันว่า เราจะสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร

1.การตัดสินใจอะไรก็ตาม แก้ไขได้เสมอ

02
“มีการตัดสินใจบางอย่างในชีวิต ที่ถ้าคุณเลือกทางไหนแล้ว คุณจะไม่มีวันย้อนกลับมาได้อีกเลย – แต่การตัดสินใจส่วนมากที่เราเจอในชีวิตมันไม่ใช่แบบนั้น – มันเป็นเสมือนประตูที่ถ้าคุณเดินผ่านเข้าไปแล้วไม่ชอบในสิ่งที่คุณเห็นคุณก็แค่เดินออกมาแล้วเลือกเดินอีกทางได้”

– Jeff Bezos-

 

ก่อนที่เขาจะออกมาก่อตั้ง Amazon Jeff ลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงใน Wall Street พร้อมหันหลังให้เงินเดือนหลักล้านเพื่อออกมาสร้างบริษัทของตัวเอง แน่นอนว่า การจะหันหลังให้ความสำเร็จและเงินจำนวนมากขนาดนั้น เพื่อออกมาเริ่มต้นจากศูนย์อีกครั้งย่อมเป็นการตัดสินใจที่ยากเสมอ…แต่ที่เรามองว่า เป็นเรื่องยากก็เพราะเราคิดว่า ถ้าเราตัดสินใจผิดพลาดไปนั้น เราจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องจริง

ถ้าสมมติว่า Amazon ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่คิดหล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นกับ Jeff Bezos? ความจริงก็คือ ต่อให้ Amazon เจ๊งในไม่กี่ปีที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมา  Jeff  ก็ยังมีทางเลือกในการกลับไปทำงานในสายงานเดิมของเขาได้เสมอ…ต่อให้เขาจะกลายเป็นผู้ประกอบการที่ล้มเหลว เขาก็ยังเป็นคนคนเดิมที่ไต่เต้าไปสู้ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง และเงินเดือนหลักล้านอยู่ดี…แม้เขาอาจจะเสียเวลาสองสามปีไปกับการลองผิดลองถูกบนเส้นทางสาย Entrepreneur แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังสามารถกลับไปสู่เส้นทางเดิมที่เขาคุ้นเคยและประสบความสำเร็จมาแล้วได้ ดีไม่ดี ประสบการณ์จากการออกมาทำธุรกิจด้วยตัวเอง อาจทำให้เขาได้รับมุมมองใหม่ๆ ที่จะพาเขาไปได้ไกลกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

หรือถ้าลองยกตัวอย่าง Mark Zuckerberg ซึ่งตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย Harvard เพื่อออกมาสร้าง Facebook อย่างเต็มตัว…จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันนั้น Facebook ล้มเหลว?  ต่อให้เราไม่ได้รู้จัก Mark Zuckerberg ในฐานะผู้ก่อตั้ง Facebook…เขาก็ยังคงเป็น Mark Zuckerberg เด็กหัวดีมากๆ คนหนึ่ง ที่สามารถพาตัวเองเอาชนะการแข่งขันของคนทั้งโลกเพื่อเข้าไปเรียนใน Harvard ได้อยู่ดี การกลับมาเรียนต่อให้จบ และหางานดีดีนั้นไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินความสามารถของเขาเลย

Bill Gates ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เลือกลาออกจาก Harvard เพื่อมาก่อตั้ง Microsoft…เช่นกัน ถ้าเส้นทางสาย Entrepreneur ของเขาไม่ได้ออกมาประสบความสำเร็จแบบนี้ ทุกวันนี้ เราอาจจะเห็นชื่อ Bill Gates ในฐานะผู้บริหารของบริษัทใหญ่ๆซักบริษัท แทนที่จะเป็นเจ้าของก็เท่านั้นเอง

คุณจะเห็นว่า สิ่งที่เรามองว่า เป็นการตัดสินใจที่ยากเพราะผลของการตัดสินใจผิดพลาดมันดูยิ่งใหญ่มหาศาล บางทีแล้วมันอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้…บางทีผลของการตัดสินใจผิดพลาดนั้น อาจเหมือนการที่คุณเสียเวลาเดินอ้อมไปซักสองสามปี แต่ท้ายที่สุดแล้วคุณก็จะสามารถกลับมาอยู่บนเส้นทางของคุณได้อยู่ดี

แม้ผลของการตัดสินใจผิดพลาดนั้นจะไม่ใช่ศูนย์ แต่มันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงขนาดวันโลกาวินาศจริงไหมครับ?

 

2.ลังเล…ไม่เห็นด้วย…แต่ลงมือทำ

03
การพยายามโน้มน้าวให้คนอื่นเชื่อในความคิดของเรานั้นเป็นเรื่องที่ยากและใช้เวลา และในบางครั้งก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะธรรมชาติของคนเรานั้นมักจะปฏิเสธความไม่แน่นอนและความไม่รู้อยู่เสมอ…Jeff กล่าวว่า แทนที่จะเสียเวลาพยายามเปลี่ยนความคิดของคนอื่นนั้น เขาจะพูดว่า “ฟังนะ ผมรู้ว่าคุณไม่ได้เห็นด้วยกับไอเดียของผม…แต่คุณจะลองเสี่ยงกับผมดูซักตั้งได้ไหม?”

Disagree and Commit

หลักการคิดนี้ไม่เพียงใช้ได้กับคนอื่นเท่านั้น แต่คุณยังสามารถนำกลับไปใช้กับตัวคุณเองได้ด้วย เมื่อคุณต้องตัดสินใจในเรื่องที่ยาก ในเรื่องที่คุณยังลังเลและไม่มั่นใจ ในวันที่เสียงข้างในหัวคุณจะพยายามปฏิเสธสิ่งที่คุณต้องการจะทำ เสียงนี้จะไม่มีวันหายไป เพราะความไม่แน่ใจยังอยู่กับตัวคุณ คุณอาจจะต้องบอกกับเสียงในหัวของคุณว่า ฉันรู้นะว่ามันอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิด แต่ลองดูหน่อยได้ไหม?

อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้คุณนำหลักการ Disagree and Commit ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คือการกำหนดระยะเวลาที่ตายตัวให้กับมัน…เช่น ถ้าคุณคิดอยากจะลาออกจากงานประจำของคุณ ออกมาเปิดร้านกาแฟในฝันของคุณ แต่ก็ไม่กล้าซักที…มันจะช่วยอย่างมากถ้าคุณลองบอกตัวเองว่า เอาหล่ะ มันเสี่ยงมากมากเลยนะ และมันก็อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิด แต่ฉันขอเวลาหนึ่งปีมาทำเต็มที่กับตรงนี้ แล้วถ้ามันไม่เวิร์คจริงๆ ฉันจะยอมเลิก ตกลงไหม? การกำหนดเวลาและมาตรวัดผลความสำเร็จที่ชัดเจนนั้น จะสามารถทำให้คุณเดินบนความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ถึงการโน้มน้าวจิตใจของคนอื่นหรือแม้แต่ตัวเองให้เชื่อในอุดมการณ์บางอย่างนั้นจะเป็นเรื่องยาก…แต่คุณก็สามารถทำให้ทุกคนมาร่วมเสี่ยงไปกับคุณได้ แม้เขาจะไม่ได้เห็นด้วยกับคุณก็ตาม

3.ลงมือ เมื่อมั่นใจ 70%

04
Jeff กล่าวว่า หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดในการตัดสินใจคือ การรู้ว่า เมื่อไหร่ที่คุณมีข้อมูลอยู่ในมือมากพอที่จะตัดสินใจได้แล้วนั่นเอง ซึ่งคำแนะนำของเขาก็คือ ถ้าคุณมีข้อมูลอยู่ในมือซักประมาณ 70% ของที่คุณอยากจะได้ คุณก็ควรที่จะตัดสินใจลงมือได้แล้ว

ถ้าคุณมัวแต่รอให้มีข้อมูลซัก 90% มันอาจแปลว่าคุณช้าเกินไปแล้ว ความไม่ประมาทของคุณอาจส่งผลเสียมากกว่าในอนาคต…บนเส้นทางสาย Entrepreneur ที่คุณจะต้องพบเจอกับปัญหาและอุปสรรคไม่รู้จบนั้น ความสามารถในการยืดหยุ่นปรับตัวไปกับสถาณการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก…ไม่ว่าคุณจะมีข้อมูล 70% หรือ 90% สุดท้ายแล้วคุณก็จะต้องปรับตัวไปเรื่อยๆอยู่ดี ดังนั้นมันจะดีซะกว่าถ้าคุณจะรีบลงมือให้เร็ว และโฟกัสที่การเรียนรู้และแก้ไขจุดบกพร่องไประหว่างทาง ดีกว่าที่จะรอจนคุณคิดว่าคุณมั่นใจ แต่ช่วงเวลาแห่งโอกาสทองได้ผ่านล่วงเลยไปแล้ว ผลเสียจากการตัดสินใจผิดพลาดในระยะแรกนั้น อาจน้อยกว่าผลเสียที่ได้รับจากการลงมือช้าไป

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับจดหมายถึงผู้ถือหุ้น ฉบับที่ 20 ของ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon และชายผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกหวังว่า ในภายภาคหน้าที่เหล่า Victors จะต้องพบเจอกับการตัดสินใจที่ยากลำบากนั้น ข้อคิดสั้นๆของชายผู้นี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น อย่าลืมนะ ทุกการตัดสินใจผิดพลาด มีทางแก้ไขเสมอ, แม้จะยังลังเลอยู่ แต่คุณก็สามารถลองเสี่ยงกับมันดูซักตั้งได้, และอย่ามัวแต่รอความพร้อมจนโอกาสทองของคุณได้ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว

Related Post :
Share It!