พลพัฒน์ อัศวะประภา #มันก็จะคูลๆ หน่อย

 

ชั่วโมงนี้เห็นทีว่า ที่ดังกว่า #TheFaceMenThailand ก็เห็นจะเป็น #TeamMooAsavaโดยเมนเทอร์หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา แห่ง Asava Group
นี่ละ ภายใต้แว่นตาขนาดใหญ่สีดำสนิท ที่เจ้าตัวบอกว่า ใหญ่ขึ้นทุกสัปดาห์นั้น มีความน่าสนใจอะไรซุกซ่อนอยู่เยอะมาก

 

“น่าจะเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑลมั้งครับ ต่างจังหวัดก็คงงงๆ อยู่” คุณหมูพูดติดตลกเมื่อถามถึงชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้นมากมาย #พลพัฒน์เป็นคนตลก
“เป็นประสบการณ์ใหม่หมดเลยครับ เป็นความท้าทายเพราะเป็นสิ่งที่เราอยากทำอยู่แล้ว เนื้อหาที่ทำก็ไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวัน ในอาชีพของเราจริงๆ

 

“ฉะนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ ก็น่าจะมีประโยชน์กับคนหมู่มาก ซึ่งผลตอบรับที่ดีมาก สิ่งที่อยากจะบอกคือ ภาพของอุตสาหกรรมแฟชั่น
หรืออุตสาหกรรมเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ไม่ได้เป็นเรื่องของเปลือกหรือความฉาบฉวยอย่างเดียว  ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ของคนที่จะประสบผลสำเร็จอีกด้วย”

 

โดยในส่วนของความสำเร็จนั้น คุณหมูมักพูดเสมอว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่ “Attitude” หรือ “วิธีคิด”

 

“คือ ตรรกะ คือเหตุผลในการคิด เราอยากจะทำอะไร มีเหตุผลมารองรับอย่างไร สมมติฐานที่เราตั้งขึ้นนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากจะไปถึงรึเปล่า
จริงๆ ทุกคนก็มีสมมติฐานที่แตกต่างกัน มีวิธีคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แตว่าในวิธีคิดที่ต่างกัน ควรจะต้องมีตรรกะที่สอดรับกัน
ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแอ๊บสแตร็กต์พอสมควร เลยพยายามที่จะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้น”

 

เบื้องหน้าที่ผู้ชม…ชมด้วยความสนุกสนาน แต่เบื้องหลังเมนเทอร์ใจร้ายนั้นแฝงความเคร่งเครียดไว้มิใช่น้อย

 

“ที่เครียดเพราะเรากำลังรับผิดชอบความฝันของคนอื่นอยู่ สำหรับเราอาจเป็นแค่เกม แต่สำหรับน้องๆ บางคน นี่คือชีวิตเขา คือสิ่งที่มุ่งมั่นอยากจะเป็น
อาจจะทำให้ชีวิตเขากินอยู่ได้ดีขึ้น ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจะทำเล่นๆ ได้”

 

แน่นอนว่า เมื่อเป็นการแข่งขันจึงต้องมีแพ้—มีชนะ

 

“ถ้าเราชนะ เราก็อยากชนะอย่างมืออาชีพ และมีคุณธรรมไปพร้อมๆ กัน ซึ่งสุดท้ายมันก็เป็นเกม เป็นเรียลิตี้ เราจะเอาชนะอย่างเดียวโดยไม่ได้คิดถึงน้องๆ ในทีมอื่นเลย
ถามว่าทำได้มั้ย…ทำได้ แต่จะทำอย่างไรให้ไม่ถึงกับต้องตัดอนาคตเด็กบางคนซะทีเดียว”

 

ไม่ว่าจะในฐานะดีไซเนอร์ หรือเมนเทอร์ ที่ต้องพบปะเจอะเจอเด็กหนุ่มเด็กสาวผู้ล้วนเต็มไปด้วยความฝัน
อยากเป็นนายแบบ นางแบบ ดารา ดีไซเนอร์ ศิลปิน ฯลฯ เรื่อยๆ ไป ใครจะ Wanna Be หรือว่า Born to be

 

“การค้นหาตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เป็นโจทย์แรกของความสำเร็จ เป็น Element ใหญ่ของการทำอะไรให้ได้ดีสักอย่าง เป็นเรื่องของความสม่ำเสมอ วินัย และการฝึกฝน
ฉะนั้น ถ้าเราเปลี่ยนสิ่งที่ชอบหรือสิ่งที่ทำบ่อยๆ หรือที่เขาเรียกว่าจับจด ก็อาจไม่ใช่หนทางนำเราไปสู่ความสำเร็จ แต่ในช่วงวัยใดวัยหนึ่งเราต้องค้นหาตัวเองให้ได้มากที่สุด
และต้องมีจุดจบ ต้อง Narrow Down แล้วโฟกัสสิ่งที่เราอยากทำ มีวินัย มีความสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการจะก้าวนำคนอื่นขึ้นไปในอาชีพการงาน”

 

การจะประสบความสำเร็จได้นั้น ควรต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

 

“พูดแล้วเหมือนแก่นะ แต่ 4 คำที่พูดเสมอ และทุกครั้งที่พูดจะต้องมีคนมองหน้า (หัวเราะ) คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
อันนี้เป็นหัวใจของความสำเร็จ คือแพซชั่น มีจิตใจที่เราอยากจะทำอะไร มีวิริยะคือ ความเพียร เรารักอะไรต้องเพียรในสิ่งนั้น
วิมังสาคือ ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ต้องต่อยอดตัวเองเสมอ ไม่หยุดที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ และใจจดใจจ่อ มีสมาธิกับสิ่งที่เราทำ จริงๆ
เราไม่ต้องไปอ่านตำราใคร อ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านพูดมาสองพันกว่าปีแล้ว แต่ยังจริงเสมอ”

 

แต่ก็มีไม่น้อย ที่บางคนเพียรเท่าไหร่ เพียรอย่างไรก็ (ยัง) ไม่สำเร็จ

 

“อันนี้ตอบยาก คือความเพียรเป็นสิ่งที่ดี แต่ตราบใดที่เราเพียรแล้วรู้สึกว่า กระเสือกกระสนจังเลย แสดงว่า นั่นไม่ใช่ธรรมชาติของเรา
เพราะถ้าเราพยายามในสิ่งที่เป็นตัวเรา เป็นธรรมชาติของเรา เราจะไม่รู้สึกทุรนทุราย ฉะนั้น เราอาจต้องมองหาสิ่งใหม่ที่เรารู้สึกว่า มีความสบายเวลาทำ
เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา มีความเป็นธรรมชาติ อย่างน้อยมีความอิ่มใจ

 

“เราทำงานอยู่กับความฝันของคน ทำให้รู้ว่า ความฝันอย่างเดียวอาจไม่พอ ควรต้องมีความใฝ่..ฝัน เพราะความฝันดูเป็นสิ่งล่องลอย ดูไม่มีกระบวนการคิด
กระบวนการทำงานซ่อนในนั้น แต่ถ้าในเชิงความใฝ่ฝันจะมีกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการทำงาน กระบวนการจัดการ ที่จะทำให้ฝันเราเป็นรูปเป็นร่างและประสบความสำเร็จได้
ฉะนั้น จะบอกทุกคนว่า แพซชั่น และความฝัน เป็นแค่จุดเริ่มต้น ถ้าไม่มีกระบวนการคิด ความฝันก็คงไม่เกิด”

 

ด้วยเติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ และคำสอนที่ว่า อยากได้อะไร ต้องทำสิ่งนั้น และ There are no free lunch. ไม่มีใครให้ข้าวเรากินฟรีๆ
ดังนั้น เมื่อเลือกที่จะไม่สานต่อธุรกิจของครอบครัว จึงเป็นแรงผลักดันที่อยากทำชีวิตให้มีคุณค่า ทำในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่เห็นแล้วก็ชื่นใจ ภูมิใจ
และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเจอสิ่งที่รัก สิ่งที่อยากทำ แล้วเชื่อว่า เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เขาก็เชื่อว่า น่าจะมีคุณค่ากับคนอื่นด้วยเช่นกัน

 

“ผมอยากส่งต่อความคิด วิธีคิด ความฝัน ให้คนในวงกว้างได้มีโอกาสมองเห็น คิดอยู่ตลอดเวลา ว่าจะทำอย่างไรให้ใครๆ ได้เห็นว่า
ความงาม แฟชั่น หรือไลฟ์สไตล์ ที่บางคนอาจมองว่า เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย บางคนมองว่าเปลือก ฉาบฉวย แต่ถ้ารู้จักมอง และใช้อย่างมีสติมีคุณค่า
ก็อาจจะเป็นหลายสิ่งที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของเรา ทำให้จิตวิญญาณของเราอิ่มเอมมากขึ้น”

 

หากย้อนหลังไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ในวันที่เขาบินกลับจากนิวยอร์ก หลังจากใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางแห่งความฝัน ณ มหานครของโลกถึง 11 ปีเต็ม
ไม่ใครก็ใครคงอดคิดไม่ได้ว่า เขาได้ทิ้งความฝันไว้ที่นิวยอร์กเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

“ไม่ได้ทิ้งครับ แต่เป็นช่วงพัก การได้ใช้ชีวิตที่นิวยอร์ก 11 ปี มันก็บอกเราแล้วว่า จะไปอยู่ไหนตัวตนก็ไม่มีวันหายไป ทำอะไร อยู่ที่ไหน ตัวตนก็ยังอยู่
สักวันถ้าเราไม่ทิ้งความฝันไป มุ่งมั่น เราก็จะมีวิธีหามันกลับมาในชีวิตได้เอง ผมเป็นคนไม่เคยยอมแพ้อะไร อย่าง Asava เราเริ่มจากคน 4 คน
ทำงานในห้องเก็บของ คือเราไม่อาย (หัวเราะ) เราไม่สนว่า ใครจะคิดอย่างไร เออ..ทำงานในห้องเก็บของ เดินซื้อผ้าสำเพ็ง หอบผ้าแบกผ้าเป็นม้วนๆ กับลูกน้อง

 

“ไม่เคยคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องต่ำต้อย เหมือนตอนอยู่นิวยอร์กก็ไปนั่งสอยผ้าอยู่ในตรอกแคบๆ ผมเพิ่งคุยกับน้องคนหนึ่งเลยว่า ทุกวันนี้อย่าคิดว่า
เราจะไม่นั่งสอยผ้ากับพื้นนะ ทำชุดเจ้าสาว ทุกวันนี้ยังต้องนั่งสอยผ้ากับพื้น จนเจ้าสาวกระโดดเด้งว่า โอ๊ย…อย่าค่ะคุณหมู แต่นี่คือ อาชีพ
ความเป็นมืออาชีพคือ ถ้าเรามองพื้นฐานอาชีพของเราว่าเป็นสิ่งต้อยต่ำ เราจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร ชีวิตในนิวยอร์กสอนให้เรารู้ว่า
การที่เราไม่ดูถูกตัวเอง และวิชาชีพของตัวเอง ทำในสิ่งที่เรารัก เหล่านี้คือ รากฐานที่สำคัญ ที่เราสามารถนำมาใช้เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงความฝันของเราได้ตลอดเวลา

 

“ทุกวันนี้มีความสุขมากได้จูงมือพ่อแม่ไปกินข้าว นี่คือ โมเม้นต์ที่มีความสุข ชื่อเสียง เงินทอง แบรนดิ้ง มันไม่มีความหมายเลย
สุดท้ายคือ ความเรียบง่าย การมีโอกาสได้จูงพ่อแม่ไปกินข้าววันอาทิตย์ ดีใจจังเลยที่ได้กลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทย”

 

ไหน…ใครเป็น #TeamMooAsava ยกมือขึ้น!

Related Post :
Share It!