ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า หญิงสาวหน้าใส “คุณแพรว-พราวนรินทน์ เรืองฤทธิเดช” ทายาทรุ่นที่ 3 คนนี้จะเป็นผู้สร้าง
“ปรากฏการณ์ชากุหลาบ” และนำพา “ชาตรามือ” แบรนด์ชาเก่าแก่และคลาสสิกของไทย ให้เข้ามาอยู่ในหัวใจของคนไทยทั้งประเทศ

 

บนความคุ้นเคยผูกพันของรสชาติที่มีมาช้านาน ของทั้งคนทำและคนกิน ก็ทำให้ชาไทยในตำนานอย่างชาตรามือเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน
ของคนทุกเพศวัยได้อย่างสบายๆ แต่จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เมื่อเธอเริ่มต้นทำงานมาตั้งแต่ 10 ขวบ
แถมยังแอบฝันให้ชาตรามือก้าวไปในระดับโลก ตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบอีกด้วย

 

“แพรวเริ่มชิมชากับคุณพ่อตั้งแต่ 10 ขวบ เรียกว่าโตมากับชา ถ้านับอายุจริงๆ ก็น่าจะร้อยกว่าปีแล้วนะคะ ตั้งแต่รุ่นอากงที่อพยพ
มาจากเมืองจีน เริ่มต้นจากมีร้านชาที่เยาวราช แล้วมาถูกไฟไหม้ตอนช่วงสงครามโลก มานับอายุกันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2488)
ถึงปีนี้ก็ 72 ปีแล้วค่ะ”

 

จากแรกเริ่มที่เป็นชาจีนร้อนที่นิยมดื่มกันทั่วไป เมื่อมาเจออากาศที่ร้อน (กว่า) ของเมืองไทย อากงของคุณแพรวจึงบุกเบิกการทำชา
สำหรับเมืองร้อน ซึ่งก็ได้แก่ชาพันธุ์อัสสัม จนกลายเป็นจุดเด่นของชาตรามือ ที่คิดค้นชาดำใส่น้ำแข็ง อย่าง “ชาดำเย็น”
และ “ชาเย็น” โดยใช้ชาที่ปลูกในเมืองไทย ทั้งจากไร่ของตัวเองที่เชียงราย และไร่ชาคุณภาพในภาคเหนือ
บรรจุกระป๋องแล้วแปะโลโก้รูปยกนิ้วหัวแม่โป้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพ ก่อนจะสานต่อ ในรุ่นคุณพ่อในรูปของธุรกิจขายส่ง

 

“แพรวเป็นรุ่นที่ 3 พอจบปริญญาโทที่ศศินทร์ แพรวก็มาช่วยคุณพ่อคุณแม่เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ก่อนหน้านี้รู้สึกว่า ไม่ค่อยมีคนรู้จักแบรนด์เราเลย
จนเพื่อนถามว่า ที่บ้านทำอะไร แพรวก็บอกว่า ทำชา เพื่อนก็ถามว่า ชาตรามือหรือเปล่า ก็ตกใจว่า มีคนรู้จักแบรนด์เราด้วย (ยิ้ม)
พอตอนหลังๆ มีคนรู้จักชาตรามือมากขึ้น เขาก็ทักว่า อ้าว…ยังอยู่เหรอ (หัวเราะ)”

 

จากชาจีนในร้านก๋วยเตี๋ยว สภาชากาแฟ รถเข็น ฯลฯ ก็มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อคุณแพรวตัดสินใจนำชาตรามือ
ออกบูธในงาน “THAIFEX- World of Food Asia” ซึ่งเป็นงานแสดงอาหารและเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียง
ในเมืองไทย นับเป็นการจุดประกายในการขยายธุรกิจ ในรูปแบบใหม่ๆ

 

“พอไปออกงานก็เจอลูกค้าที่แบบไม่เคยเห็นเรา มาเป็น 10 ปี 20 ปี ลูกค้าที่แบบอ้าว…กินมาตั้งแต่เด็กๆ นะ
นี่แฮปปี้ที่ได้เห็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ก็เริ่มมีคำถามว่า ร้านอยู่ที่ไหน มีสินค้าตัวนั้นตัวนี้มั้ย
เพราะเราขายส่งอย่างเดียว ร้านที่ซื้อชาเราไป เขาก็ชงในแบบของเขา บางร้านไม่มีวิธีชงที่ถูกต้อง
รสชาติก็จะเพี้ยน ไม่เหมือนกันเลยซักร้าน ก็เลยคิดว่า เราน่าจะมีร้านแล้วชงชา ทำเป็นเครื่องดื่มต่างๆ มีรสชาติ มีมาตรฐาน
เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นร้านมีไอเดียว่า ควรจะชงชาแบบไหน”

 

คิดได้ดังนั้นคุณแพรวก็เดินหน้าเปิดเคาน์เตอร์ ตามสถานีรถไฟฟ้า ฟู้ดคอร์ท และซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ
โดยมีเครื่องดื่มหลักอย่าง “ชาไทย” ทั้งชาเย็น ชาดำเย็น ชามะนาว กาแฟเย็น โอเลี้ยง ชาเขียวนม ชาเขียวใส
ชาเขียวมะลิ ชาอู่หลง ชาไข่มุก โกโก้ ขนมปัง ฯลฯ การได้พบปะเจอะเจอลูกค้านี่เอง ที่ทำให้เธอได้พบ “โอกาส” ต่างๆ มากขึ้น
จนนำมาซึ่ง “ปรากฏการณ์ชากุหลาบ” ที่ทำให้ใครต่อใครต่อคิวรอชิมชากุหลาบยาวเหยียด อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ก่อให้เกิดกระแสฮิตเปรี้ยงปร้าง กลายเป็น “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” โด่งดังทั่วบ้านทั่วเมือง

 

“จริงๆ ชากุหลาบนี่เรามีมานานแล้วนะคะ แต่ไม่ได้กระจายตามท้องตลาดทั่วไป พอดีช่วงวาเลนไทน์ที่ผ่านมา แพรวอยากทำชา
ที่เป็นแบบ Seasonal เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ด้วยคุณสมบัติมันแบบ เฮ้ย…จะดีเหรอ (หัวเราะ)”

 

คุณสมบัติที่ว่าก็คือ การไปช่วยเพิ่มมวลในน้ำ ทำให้ระบบขับถ่ายลื่นไหลได้ดีมากๆ
บวกกับตัวแก้วที่ออกแบบลายใหม่ให้น่ารักมุ้งมิ้ง ฉีกไปจากความเป็นออริจินัลของชาตรามือ

 

“คือมีความคอนทราสต์เยอะ กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เป็น Topic ที่คุยร่วมกันได้ แชร์กันได้ ก็ทำให้เป็นกระแส”
หากแต่เป็นกระแสที่อยู่ได้นาน…จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีทีท่าจะลดความแรงลงแต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็ตอกย้ำความเป็นตำนานที่ไม่หยุดนิ่ง
ที่ปรับตัวเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ได้อย่างพอดิบพอดี  ไม่เพียงชากุหลาบ จะถูกยกให้เป็น Product of the Year แต่ร่ำๆ ว่า
แบรนด์ชาตรามือยังจะถูกยกให้เป็น สุดยอดการตลาดแห่งปีอีกด้วย

 

“คอนเซ็ปต์หลักที่เราคุยกันคือ เราไม่อยากเปลี่ยนแบรนด์ให้ทันสมัย เพราะเราคิดว่าไม่ใช่ ไม่อย่างนั้นแบรนด์เราจะไม่มีเอกลักษณ์
ความยากอยู่ที่ทำอย่างไร ให้เรามีเอกลักษณ์แต่ว่าก้าวไปข้างหน้า เราต้องพัฒนาไปกับคน ไปกับทุกอย่าง ไปกับโลกที่มันเปลี่ยน”

 

หากเราวัดความสำเร็จจากจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น ณ จุดเริ่มต้นที่ 5 – 7 สาขาถึงวันนี้เจริญงอกงาม ถึงกว่า 50 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
ก็นับว่า ควรค่าแก่การภาคภูมิใจไม่น้อย โดยเฉพาะสาขาล่าสุด “สยามพารากอน” ที่วางตัวอยู่ท่ามกลางแบรนด์ชาดังๆ ระดับโลก

 

“ยากมากกว่าจะเปิดได้แต่ละสาขา แล้วเราทำเองหมดไม่ได้ขายแฟรนไชส์ ก็ต้องทำโปรไฟล์ ทำแผนธุรกิจ ดีไซน์รูปแบบร้าน
นำเสนอเข้าไปในแต่ละห้าง สำหรับพารากอนใช้เวลาหลายปีมาก เพราะสินค้าต้องเป็นที่รู้จักระดับหนึ่ง แบรนด์ต้องแข็งแรงในระดับหนึ่ง
ต้องสร้างความโดดเด่น ซึ่งก็คือการนำชา มาทำเป็นเมนูต่างๆ ให้น่าสนใจ ไม่ได้มีเฉพาะเครื่องดื่ม

 

“ที่พารากอนจะไม่ได้เป็นเทกอะเวย์เหมือนสาขาอื่นๆ แต่จะมีที่ให้นั่งกินด้วย เราก็เลยมีสินค้าใหม่ๆ ทั้งไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ พาร์เฟต์ เบเกอรี่ต่างๆ
เพราะชาไทยของเราทำขนมอร่อยได้เยอะ เค้กยอดนิยมอย่างเค้กชาไทยส่วนใหญ่ก็ใช้ชาของเรา เพราะสีจะสวย และกลิ่นชาจะหอมมาก
เป็นกลิ่นหอมของชาที่พุ่งขึ้นมาเลย”

 

คุณแพรวเล่าด้วยความภาคภูมิใจ ไม่เฉพาะคนไทย แต่ชาไทยแบรนด์นี้ยังครองใจชาวต่างชาติ
นับเป็นท็อปลิสต์อันดับต้นๆ ของ Products of Thailand ที่ชาวต่างชาติที่ต้องซื้อกลับประเทศอีกด้วย

 

“รสชาติของชาเราจะไม่เหมือนชาชาติอื่น ไม่ว่าจะชาจีนหรือชาซีลอน แล้วก็ด้วยวิธีการชง ที่แตกต่างของเราเป็นชาชงใส่น้ำแข็ง
มีรสชาติ และบุคลิกที่ชัดเจนในความเป็นชาไทย มีตำนานที่ยาวนานจริงๆ ไม่ใช่เพิ่งสร้างขึ้นมา สำคัญที่สุดคือ คุณภาพ เราพยายามที่จะสร้างแบรนด์
และทำการตลาดแบบอร่อยแล้วบอกต่อ เป็นกลยุทธ์ปากต่อปาก จึงตั้งใจทำให้อร่อยเหมือนเดิมทุกครั้ง รักษาคุณภาพของเรา เพื่อไม่ให้ลูกค้าผิดหวัง
มาเมืองไทยต้องมากิน มาซื้อชาตรามือ

 

“อาจจะเป็นตรงนี้ ที่ทำให้คนกินเหนียวแน่น อย่างที่บอกตัวแบรนด์เราอยู่มาเป็นชั่วอายุคนแล้ว เป็นความผูกพัน เป็นสิ่งที่อยู่ในใจลึกๆ ซึ่งตรงนี้ก็ท้าทายว่า
รุ่นนี้ผูกพันแล้วรุ่นต่อไปล่ะ เราจะทำอย่างไรให้เขาผูกพันด้วย ต้องพยายามหาอะไรที่เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ ต้องปรับตัวปรับรูปแบบตลอดเวลา

 

“แต่กลยุทธ์ที่เราจะไม่เปลี่ยนคือ ราคาที่เข้าถึงได้ง่าย สินค้าบางอย่างอาจจะคุณภาพดี แต่ราคาโหดร้าย
ก็เข้าถึงยาก เพราะฉะนั้นเราต้องทำตัวให้เข้าถึงง่าย มีความเกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่องได้ ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาตัวสินค้า
ให้มันตอบไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ต้องเอาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มาปรับกับสินค้าของเรา แล้วพัฒนาสินค้าใหม่
ที่ตอบโจทย์เขา และพรีเซ้นต์ให้…ว้าว

 

“คือเราต้องแข่งกับตัวเอง ถ้าเรามองว่า เราแข่งกับคนโน้นคนนี้ เราก็จะสูญเสีย ความเป็นเอกลักษณ์ของเรา เราต้องเน้นว่า
ทำอย่างไรให้ดีขึ้นกว่าพรุ่งนี้ ถ้าไม่ดีต้องแก้อย่างไร อันนี้คิดว่าเป็นไมน์เซตที่เป็นหลักในการทำธุรกิจค่ะ เหมือนกับการที่เราต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลา
เราอาจจะกดดันบ้าง…แต่เราก็ต้องวิ่งต่อไป”

 

เพราะรสชาติของชัยชนะนั้นเป็นสิ่งที่หอมหวานเสมอ

 

– พราวนรินทน์ เรืองฤทธิเดช –
ชาตรามือ

#BeTheVICTOR #CIMBTHAIBank

Related Post :
Share It!