การถ่ายแฟชั่นคือ การมองความสวยร่วมกัน…ไม่สามารถที่จะสวยคนเดียวได้

ดนีนาถย์ บุรกสิกร” แฟชั่นสไตลิสต์ชั้นนำของไทย

#มันก็จะเหงาๆ หน่อยนะ #ถ้าเราจะสวย หรือว่าเก๋อยู่คนเดียว ดังนั้น ในฐานะที่เป็นแฟชั่นสไตลิสต์และใช้ชีวิตอยู่ในวงการแฟชั่นเมืองไทยมานานกว่า 15 ปี (10 ปีที่นิตยสาร LIPS และอีก 5 ปีสำหรับการเป็นสไตลิสต์อิสระ) มุมมองที่มีต่อวงการแฟชั่นของ “เติ้ม-ดนีนาถย์ บุรกสิกร” ในวันที่วงการนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จึงน่าสนใจมิใช่น้อย

มองการเปลี่ยนแปลงของวงการแฟชั่นอย่างไร

เติ้ม : เติ้มว่า มันมาถึงยุคนี้แล้วล่ะ คือ หมดยุคที่แบบทุกอย่างยังเป็น Self Center อยู่ อันนี้ไม่มีทางอีกต่อไปแล้ว เพราะแฟชั่น ณ ปัจจุบันเราต้องทำงานร่วมกับคนหมู่มาก ไม่ว่าจะช่างภาพ ช่างหน้า หรือว่าช่างผม ไม่สามารถที่จะแบบสวยเราเท่านั้นอะไรอย่างนี้ มันเป็นการมองความสวยร่วมกัน ก็อยากให้ทุกคนแชร์ความสวยร่วมกันในจุดๆ หนึ่งให้ดีที่สุด

อยู่ในวงการนี้สำหรับเติ้มคำว่า “อีโก้” อะไรนั่น…เติ้มไม่มีนะ อะไรที่เรายอมได้ ประนีประนอมได้…ก็ทำ เพราะถ้าเราไม่ปรับแล้วใครจะปรับ เราทำงานเราต้องแฮปปี้

การถ่ายแฟชั่นเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ต้องมีแรงบันดาลใจ มีวิธีสร้าง หรือหาแรงบันดาลใจในการทำงานอย่างไร  

เติ้ม : จากทุกๆ ที่เลยค่ะ หลักๆ คือจากหนังสือ ซื้อเยอะมาก เข้าร้านหนังสือทีออกมานี่คือหมดตัว คนอื่นเขาจะโหลดจากเว็บจากอะไร แต่เราทั้งซื้อ ทั้งโหลด ทั้งดูเว็บออนไลน์ ไปต่างประเทศ เข้ามิวเซียม เอาทุกแขนงมาบวกกันให้ออกมาเป็นแฟชั่น เอามาแอพพลายเพราะเราชอบศิลปะอยู่แล้ว อาจจะไม่ได้ตรงๆ เป็นกลิ่นๆ หรืออะไรอย่างนี้ โหย…บางวันถ่ายงาน กลับมาบ้าน 4-5 ทุ่มก็กลับมานั่งดูเว็บเลย ดูเว็บ เปิดหนังสือวันละเล่ม 2 เล่มอะไรอย่างนี้

ในการถ่ายภาพแฟชั่นนี่ อะไรคือความไม่สำเร็จ

เติ้ม : ได้งานออกมาไม่เหมือนกับ Reference ที่ต้องการ อันนี้คือ รู้สึกเฟลเลย เคยถ่ายกับช่างภาพบางคนแล้วรู้สึกว่า เหมือนโดนข่มขืนมา คือแบบโอ๊ย…ทำไมเป็นอย่างนี้ ตอนแรกที่คุยไม่ใช่แบบนี้ อันนี้คือเฟลมาก เพราะเติ้มเป็นคนตั้งใจถ่ายงาน แล้วคาดหวังสูง ดังนั้นพอไมได้ภาพอย่างที่ตั้งใจก็จะแบบจิตตกชุดใหญ่ เพื่อนๆ พี่ๆ ก็จะบอกว่า เฮ้ย…ไม่เป็นไรหรอก 10 เซตอาจจะไม่สวยสัก 3-4 เซต แต่สำหรับเราไม่ใช่ค่ะ 10 เซต ต้องสวยหมด

เป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์?

เติ้ม : คือ มันเป็นสิ่งที่เราทำจากใจ เพราะฉะนั้นถ้าถ่ายแล้วไม่สวยเราจะถ่ายทำไม เออ…เติ้มคิดแบบนี้ แล้วเอาแบบเลวๆ เติ้มก็เลิกทำงานกับช่างภาพคนนั้นไปสักพักเลย รู้สึกว่า เอ้า…ในเมื่อวิชั่นไม่เหมือนกัน เราก็คิดว่า ทำกับคนที่ Chemistry ตรงกันจะดีกว่า

แปลว่า ในการทำงานก็เลือกเยอะ

เติ้ม : ใช่ค่ะ เลือกเยอะ แต่เลือกอยู่เรื่องเดียว คือ คนที่จะทำงานด้วย จนหลังๆ เริ่มรู้สึกตัวเองว่า เฮ้ย…ควรจะเปิดโอกาสให้กับน้องๆ รุ่นใหม่บ้าง ซึ่งก็จะนานๆ ทีเพราะปกติจะทำงานกับช่างภาพอยู่แค่ 3 คน 5 คน ที่รู้สึกว่า Chemistry ตรงกัน ก็เลือกตั้งแต่ช่างภาพไปถึงช่างหน้า ช่างผมด้วย ต้องเลือกค่ะ

เพราะอย่างเมื่อก่อนเราถ่ายแฟชั่นในนิตยสารก็จะเป็นไฮแฟชั่น เสื้อผ้าก็จะมาสวยโก้ แต่เดี๋ยวนี้มีถ่าย Look Book ซึ่งจะเป็นของแบรนด์แฟชั่นต่างๆ บางทีก็เป็น Ready to Wear มาแบบเสื้อยืดกางเกงยีนส์ก็จะอีกโลกหนึ่งเลย ซึ่งก็ท้าทายตรงที่จะทำอย่างไรให้สวย ดูดี และดูแฟชั่น ไม่ใช่แค่สไตลิ่งที่สำคัญนะคะ แสงก็สำคัญมาก

ฉะนั้นถ้าเราไม่ได้เลือกช่างภาพเอง…นี่คือ ไม่ทำเลย เพราะโอกาสวืดสูงมาก ตรงนี้ต้องเคลียร์เลยว่า ต้องใช้ทีมที่ดี เพราะต่อให้สไตล์ลิ่งเราจะสวย เจิด นางแบบมาจากไหนก็แล้วแต่ แต่ไลติ้งไม่ได้ ในด้านของแฟชั่นเติ้มว่า มันสำคัญมาก เพราะไฟนอลเลยจริงๆ คือช่างภาพ

ล่าสุดมีช่างภาพฝรั่งเศส เป็นหนังสือหัวนอก เขามาขอให้ถ่ายงานกับเขาอยู่ 2 รอบ เติ้มก็ปฏิเสธไปบอกว่ายุ่ง แต่จริงๆ เข้าไปดูงานของเขาแล้วรู้สึกว่า คนละแบบกับที่เราชอบ คือสวยระดับหนึ่งแต่ไม่ได้สวยแบบ A+  อย่างที่เราต้องการ เวลาถ่ายงานเราควรจะวินวินทั้งคู่ สมมติเขา 10 แล้วเรา 7 ก็ไม่รู้จะถ่ายไปทำไม แล้วถ่ายหนังสือเมืองนอกนี่ไม่มีค่าตัวนะ แต่เราต้องยืมของ ต้องจ่ายค่าตัวผู้ช่วย เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะได้งานที่แบบคอมพลีตน่ะ

เวลาทำงานกับช่างภาพหน้าใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยทำงานด้วย ต้องเตรียมตัวหรือทำการบ้านมากแค่ไหน

เติ้ม : หูย…ต้องทำล่วงหน้าจากที่เคยทำกับช่างภาพที่เราคุ้นเคยนี่สโตรกหนึ่งเลยค่ะ แล้วก็หน้ากองอีกสโตรกหนึ่ง เพราะบางทีจะชอบงานกันคนละอย่าง เติ้มจะเป็นคนชอบงานที่แบบไม่ได้ตั้งใจมาก ทีเผลอหน่อย ไม่ได้มาเท้าเอวสูง แต่บางคนเขามาแบบให้ยืนแข็งๆ เลย โพสต์ของนางแบบ Attitude ของนางแบบ บางทีก็ไม่ได้มู้ดที่อยากได้ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะฉะนั้นหน้ากองเราก็จะเหนื่อย

แต่ถ้าเป็นช่างภาพที่เราคุ้นเคย เราแต่งตัวให้นางแบบเสร็จ เราก็สามารถไปทำลุคอื่น หรือลุคต่อๆ ไปได้ เพราะรูปที่เขาชอบกับที่เราชอบใกล้เคียงกัน ถ่ายเสร็จแล้วนี่ปล่อยให้ช่างภาพเลือกรูปได้เลย แต่คนทีไม่เคยทำงานด้วย เราต้องดูเองหมด เราไม่ปล่อย หรือบางทีเติ้มถึงขั้นถามว่า ส่งรูปมา เดี๋ยวฉันเลย์เอ้าท์ได้มั้ย หรือเอาแบบชั่วๆ เลย เธอเอารูปมาเดี๋ยวฉันปรับสี ซึ่งตรงนี้ก็ดูเกินกว่าหน้าที่สไตล์ลิสต์

ระหว่างช่างภาพแบบรุ่นใหญ่เบอร์ใหญ่ๆ เบอร์แรงๆ กับช่างภาพหน้าใหม่ อันไหนทำงานยากกว่ากัน

เติ้ม : คนละแบบค่ะ แต่ถ้าเลือกได้ขอทำกับรุ่นใหญ่ เพราะอย่างน้อยเขาช่วยเราได้เยอะ แต่ถ้าหน้าใหม่เลย แล้วแบบช่วยคิดก็ไม่ได้ เราต้องคิดด้วย แล้วแสงยังไม่รู้จะรอดหรือเปล่า ทุกอย่างเลยที่เราต้องคอนโทรล เติ้มรู้สึกว่า ขอทำกับรุ่นใหญ่ ที่อาจจะมีโอกาสในการเสี่ยงปรี๊ดบ้างแต่อย่างน้อยคือ สวยไปแล้วประมาณ 70-80 %

รู้สึกอย่างไรกับแฟชั่นเมืองไทย ณ ขณะนี้

เติ้ม : เอาจริงๆ ก็แอบดรอปลงอย่างที่ทุกคนเข้าใจ ตอนนี้เป็นช่วงพยุงๆ แล้วก็ดูว่า อีกปี 2 ปีต่อมาอาจจะมีเว็บไซต์อะไรสนุกๆ ให้เราทำหรือเปล่า แต่ตอนนี้เยังแน่นิ่งอยู่ ก็ลุ้นกันต่อไปค่ะ ของเมืองนอกเติ้มว่า ก็ดรอปลงแต่อาจจะไม่เท่าบ้านเรา บ้านเราเหมือนเป็นกระแสด้วยค่ะ พอแบบเล่มนี้ปิด เล่มนี้ก็เลยนอยด์ อ้าว…ฉันก็ไม่ดีนะ เออ…ฉันก็ปิดบ้าง ก็เลยเป็นโดมิโน จริงๆ เอาจริงๆ ก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น แหม…แฟชั่นจะล่มสลายไปได้อย่างไร

ก็นั่นน่ะสิ มีคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเป็นแฟชั่นสไตล์ลิสต์มั้ยว่า ยังมีช่องว่างอยู่ไหม มีพื้นที่หรือเปล่า

เติ้ม : มีค่ะ อย่างไรก็มีพื้นที่ตรงนี้ตลอดอยู่แล้ว แต่ว่าก็หลักๆ เลยก็ต้องขยันหมั่นเพียร มีความอดทน ใฝ่หาความรู้ แล้วก็ลดความเป็นตัวของตัวเอง ตอนแรกที่เห็นหนังสือปิดกันโครมๆ นี่ไม่ได้ตั้งตัวเลย คิดว่าวงการแฟชั่นมันจะต้องสิ้นสุดหรือเปล่า ก็ไม่นะ…ทุกวันนี้เรายังถ่ายแฟชั่นกันอยู่ แม้ว่าอาจจะน้อยลง

แล้วต่อให้มีนิตยสารเหลือแค่นับหัวได้ เติ้มก็ยืนยันว่า ยังคงสู้ต่อไป ก็เนอะ…อย่างที่บอก แฟชั่นจะล่มสลายไปได้อย่างไร

Related Post :
Share It!