“น้อย…แต่มาก” ไม่เพียงเป็นคำจำกัดความของสไตล์ ในการทำแฟชั่นของ “เติ้ม-ดนีย์นาถ บุรกสิกร” เท่านั้น
แต่บทสรุปที่ว่า “แพ้…เพื่อชนะ” ยังเป็นหัวใจของความสำเร็จบนเส้นทางการทำงาน ด้านแฟชั่นของเธออีกด้วย

 

“สไตล์ที่ชอบคือ มินิมอลลิสต์ คือน้อยแต่มาก ที่เสื้อผ้า และองค์ประกอบภาพจะน้อยชิ้น แล้วเราคุมโทนสีให้เรียบๆ นิ่งๆ
ซึ่งความยากก็คือ บ้านเราคนจะไม่ค่อยเก็ตกับสไตล์นี้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะชอบแนวผู้หญิงมากๆ เป็นเฟมินีน
แต่แนวเติ้มจะเป็นแบบนิ่งๆ เรียบๆ เป็นโมโนโทน ซึ่งเป็นสัดส่วน หรือเป็นอัตราที่พอเหมาะพอดี สำหรับตัวเรา”

 

หลังเรียนจบด้านไฟน์อาร์ตจาก Monash University Melbourne ประเทศออสเตรเลีย เติ้มก็เข้าทำงาน ที่นิตยสาร LIPS
เริ่มต้นจากการทำภาพประกอบ ยืมของสำหรับคอลัมน์ช้อปปิ้ง ก่อนจะขยับมาเป็น ผู้ช่วยสไตลิสต์ และแฟชั่นสไตลิสต์เต็มตัว 10 ปี
เต็มที่ LIPS และอีก 5 ปี สำหรับการเป็นฟรีแลนซ์

 

“ยืมของทำคอลัมน์ช้อปปิ้ง ทำสไตลิ่งให้กระเป๋า รองเท้าอยู่เป็นปี 2 ปีเลย ตอนได้ทำคนนี่ดีใจมาก
เพราะคิดว่าจะต้องทำของไปตลอดชีวิตแล้ว แบกของเอง ทำเองหมด แบกเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้า
มาถ่ายแฟชั่นทีนี่แบบเต็ม 2 ข้าง 2 แขนเลย เติ้มว่ามีแบบ 2-3 กิโลเลย เผลอๆ หนักกว่านั้นอีก
กลับมาออฟฟิศนี่เป็นรอยเหมือนแบบห้อเลือดเลย

 

“แล้วสมัยที่ทำสไตลิสต์แรกๆ แฟชั่นเมืองไทย ยังไม่เหมือนเมืองนอกที่จะมีชิ้นสำหรับถ่ายแฟชั่น
โดยเฉพาะ ดังนั้นของที่เรายืมชิ้นสวยๆ มักจะเป็นชิ้นจากหน้าร้าน ซึ่งเสียหายง่ายมาก
กว่าจะเรียนรู้ว่าหนังลูกวัวนิ่มเนียนขนาดนี้ นี่เราไม่ควรยืม เพราะถ้าเสียหายเราก็ต้องชดใช้
ก็เลยได้ครอบครองแบรนด์ต่างๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ เยอะมาก”

 

เติ้มเล่ายิ้มๆ ก่อนจะยอมรับอย่างน่าชื่นตาบานว่า ถึงวันนี้ยังมีข้อผิดพลาดให้ต้องระมัดระวัง อยู่ตลอดเวลา

 

“ไม่มีทาง ทุกวันนี้ก็ยังมีหลุดๆ อยู่บ้าง หรือแบบคืนของสลับแบรนด์อะไรอย่างนี้
อาชีพสไตล์ลิสต์นี่ทำให้เราต้องฝึกฝนตัวเอง และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเสมอๆ
เวลาถ่ายแฟชั่นทุกวันจะเป็นสิ่งใหม่ ไม่ได้เป็นเซตเดิมๆ เพราะฉะนั้นเราจะต้อง
มีวิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะตัว ซึ่งตรงนี้ถือเป็นอีกหนึ่ง ความรู้ที่ได้มาจากอาชีพนี้”

 

ยิ่งไปกว่านั้นความรู้ด้านศิลปะจากการเรียนไฟน์อาร์ต ก็ช่วยให้เธอสามารถทำงานได้อย่างโดดเด่น และมีสไตล์

 

“ได้ใช้เรื่องทฤษฎีสี คอมโพซิชั่น แล้วก็แสงจริงๆ ไม่ใช่แค่แฟชั่นด้วย ศิลปะนี่เป็นทุกอย่างในชีวิตเรา
จากตอนแรกๆ ที่คิดว่าเรียนไฟน์อาร์ตมา ไม่ได้ใช้แน่เลย แต่ปรากฏไปๆ มาๆ ได้ใช้อยู่ตลอดค่ะ”

 

บนเส้นทางที่แน่นอนว่า ไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบ แต่ยังเต็มไปด้วยหนามอันแหลมคม การที่สไตลิสต์
เด็กน้อยหนึ่งคนจะเติบโตในวงการแฟชั่น ที่เต็มไปด้วยช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ทำผม ฯลฯ
เบอร์ใหญ่ๆ เบอร์แรง และมาเต็มด้วยกันทั้งหมดนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก เอาง่ายๆ
แค่ทำงานกับช่างภาพระดับ Tops 5 ของไทยครั้งแรก ก็ถูกไล่กลับบ้านเสียแล้ว

 

“ไปไม่ถูกเลยค่ะ ก่อนจะไปทำงานนี่ตื่นเต้น นอนไม่หลับ นัดถ่าย 9 โมงเช้า ตี 3 ตี 4 ยังไม่นอนเลย
กังวลมาก กลัวว่าจะทำอะไรผิดพลาดไหม แล้วก็พลาดจริงๆ ตั้งแต่ชุดแรก พี่ช่างภาพ เขาก็บอกเราว่า
ให้นางแบบใส่ไฮแบรนด์ๆ หนึ่งนะ เราก็โอเค…แต่โลเคชั่นที่ไปถ่ายเป็นร้านอาหาร ซึ่งเป็นกระจกรอบด้านเลย

 

“เติ้มก็ให้นางแบบใส่ชุดตามที่เขาบอก แต่คลุมแบรนด์อื่นทับไว้ เขาก็เห็นว่า ถ้าให้ใส่แบรนด์นี้แล้วทำไมมีแบรนด์อื่นอยู่ด้วย
โกรธมาก เราก็พยายามอธิบายว่า คือใส่อยู่ แต่ร้านมันโปร่ง เราต้องโพรเทกต์นางแบบ ไม่อย่างนั้นจะโป๊มาก ก็โดนเลยว่า
ทำไมพูดจาไม่รู้เรื่อง ฉันทำงานกับเธอไม่ได้ กลับบ้านไป เติ้มก็แบบเฮ้ย…เอาไงดี กลับบ้านเลยเหรอ
กลัวมาก ก็พยายามขอโทษ พยายามจะอธิบาย

 

“สุดท้ายก็ต้องกลับบ้านจริงๆ คือ เสียใจมาก รู้สึกล้มเหลวเพราะตั้งใจมาก เรียกว่า เตรียมงาน ยืมของมาหมดห้างเลย  เพื่อจะถ่ายเซตนี้
ขับรถกลับบ้านนี่น้ำตาคลอ ตั้งแต่ทำงานมา ไม่เคยถ่ายเซตไหนแล้วถ่ายไม่เสร็จ แต่นี่คือยังไม่ได้เริ่มถ่าย แล้วโดนไล่กลับบ้าน
เสียใจมาก คิดวนไปวนมาอยู่ตรงนี้ 3-4 วัน”

 

ณ จุดนี้เอง ที่กลายเป็นแรงผลักดัน ที่ทำให้เธอลุกขึ้นสู้ เพราะต้องไม่มีคำว่า “แพ้” เป็นครั้งที่ 2

 

“เรื่องนี้เป็นที่รู้กันทั้งวงการ กลายเป็นจุดผลักดัน ที่บอกตัวเองเลยว่า เฮ้ย…เราจะเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้
ต้องพัฒนาตัวเอง หลังจากนั้นก็พยายามตั้งใจทำงาน ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมีอะไรมากดดัน เป็นอะไรที่ทำให้เราฝังใจว่า
เราต้องทำงานให้คนยอมรับให้ได้ ให้พี่เขายอมรับให้ได้ ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคนล้มเหลว

 

“ก็ทำงานด้วยความตั้งใจที่มากขึ้นกว่าเดิม หลายๆ เท่า จนในที่สุดพี่เขาก็โทรมาว่า
พร้อมที่จะทำงานกับฉันใหม่หรือยัง โห…1 ปีเต็มๆ เลย เติ้มนั่งนับอยู่ (ยิ้ม) ทำให้เราเข้าใจเลยว่า
วิธีที่เราจะไม่แพ้คือ ทำงานของเราให้สวยที่สุด แล้วทุกคนก็จะเห็นเอง

 

“เอาจริงๆ แล้ว เติ้มมีความรู้สึกว่า ที่พี่เขาทำอย่างนี้ เพราะเป็นวิธีสอนของเขาให้เรามีวิธีการจัดการ
หรือผลักดันตัวเองให้มีผลงานดีขึ้น หลังจากนั้นพอกลับมาทำงานด้วยกันอีก เราปรับตัว พี่เขาน่ารักมาก ก็ปรับตัวด้วย
คราวนี้รักกันเลย จากตอนแรกที่แบบโอย…ตายแล้ว เราจะอยู่ในวงการนี้ได้อย่างไร เพราะสังคมแฟชั่นนี่แคบมาก
จะเลี่ยงจะหลบกันอย่างไร\ การที่กลับมาทำงานด้วยกันได้เป็นเรื่องที่ดีมาก ไม่อย่างนั้นคงต้องหลบหลีกกันไปทั้งชีวิต”

 

ในวงการที่หลายคนมองว่า เต็มไปด้วยดราม่า และสีสัน เรียกว่าต่างคนต่างแรง ต่างก็มีของมาปล่อย
ไม่ว่าจะสไตลิสต์ ช่างภาพ ช่างหน้า หรือว่าช่างผมแต่เมื่อแรงมา…เติ้มบอกว่า ก็ใช่ว่าเราจะต้องแรงใส่กลับไป
ในเมื่อความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นได้ผลกว่าเป็นไหนๆ

 

“แรงกลับไปก็ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น บางทีจะแย่กว่าเดิมแรงไปแล้วบางทีจากที่รักกันก็ผิดใจกัน
การแรงใส่กันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแต่บั่นทอนด้วยซ้ำ เติ้มเห็นตัวอย่างมาเยอะ เข้าใจได้เลยว่า
ไม่จำเป็นต้องใช้อารมณ์ ยืดหยุ่น ประนีประนอม เอาน้ำเย็นเข้าลูบ งานเราก็ออกมาดีเหมือนกัน

 

“เวลาทำงานแล้วทุกคนเหวี่ยง ทุกคนวีน อันนี้ปกติมาก เจอทุกวัน บางวันช่างภาพ ช่างหน้า
ช่างผม ด่ากันเวียนเป็นลูกโซ่เลย (หัวเราะ) คือทุกคนมีความด่ากันหมด ตอนเราเด็กๆ ก็แบบงงมาก
เดินไปกินพารา 2 เม็ดแล้วทำงานต่อ เพราะปกติเราทำสไตล์ลิ่งอย่างเดียวก็เยอะมาก เหนื่อยมากอยู่แล้ว”

 

ว่าแต่ว่า หัวใจสำคัญของการเป็นแฟชั่นสไตล์ลิสต์ที่ดี และสามารถอยู่ในวงการได้นานๆ

 

“ที่แน่ๆ เราควรมีแนวทางของตัวเองที่ชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ได้หลายๆ แนว
การจะอยู่ในวงการได้นานก็อยู่ที่เราเป็นเรานี่ละ เป็นตัวเราที่ชัดเจน ซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่เรารัก
ทำงานออกมาจากใจ ด้วยความบริสุทธิ์ เหมือนเราทำงานศิลปะ คือแบบสู้ตายมาก
จนถึงทุกวันนี้ต่อให้มีนิตยสารนับหัวได้ เราก็ยังไม่หยุดนะ

 

“วงการนี้ต้องใช้ความอดทน และความเพียร เพราะความสวยงามเหล่านี้ไม่ได้ลอยมาหาเรา
ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะสวย จะเปรี้ยง จะเก๋กันง่ายๆ กว่าจะเป็นอย่างทุกวันนี้ กินไม่ได้นอนไม่หลับ
แบกของ ปวดหัว ร้องไห้ ทะเลาะ ผิดใจกัน จะต้องแบบโห…เยอะมาก ทั้งโพสิทีฟและเนกาทีฟ
วงการแฟชั่นเลยเหมือนเป็นสถาบันหนึ่ง ที่ฝึกจิตได้อย่างดีเลย”

 

เติ้มสรุปหน้าตาเฉย ก็จะให้ทำอย่างไร… “เมื่อแฟชั่นคือทุกสิ่งทุกอย่าง และนี่คือ ชีวิตประจำวันของเรา”

 

– ดนีย์นาถ บุรกสิกร –
แฟชั่นสไตลิสต์

#BeTheVICTOR #CIMBTHAIBank

Related Post :
Share It!