สานต่อ หรือสร้างใหม่ ก็ท้าทาย…ไม่ต่างกัน

“พราวนรินทน์ เรืองฤทธิเดช”

ผู้สร้างปรากฎการณ์ชาตรามือ

              อย่างที่ “ชาร์ล ดาร์วิน” เคยกล่าวไว้ว่า “คนที่จะอยู่รอดที่สุด ไม่ใช่คนแข็งแกร่งที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้ดีที่สุด” ความสำเร็จของ “ชาตรามือ” ก็เช่นกัน การจะสานต่อและนำพาแบรนด์ที่เก่าแก่และคลาสสิกที่มีอายุยืนยาวถึง 72 ปีให้เติบโตไปข้างหน้า จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งนัก

“คือเราอยากให้แบรนด์เราเป็นตำนานที่ไม่หยุดนิ่ง เป็นตำนานที่พัฒนาไปเรื่อยๆ”

คำว่า “เรา” ในที่นี้ของ คุณแพรว-พราวนรินทน์ เรืองฤทธิเดช” (ทายาทรุ่นที่ 3) ก็คือ การเห็นชอบร่วมกันของคุณพ่อ (ทายาทรุ่นที่ 2)  ผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับชาตรามือมาก่อนหน้านี้ ด้วยความที่เป็นธุรกิจครอบครัวการจะสานต่อจึงต้องใช้ทั้งการประนีประนอม และโอนอ่อนผ่อนตามเป็นอย่างมาก

“เราต้องคุยกันก่อน เวลาจะทำอะไร คุณพ่อจะไม่ได้ให้ทำทันที ต้องปรึกษากันจนกว่าจะเห็นพ้องต้องกัน บางครั้งอาจจะมีการไฟต์กันบ้าง (ยิ้ม) อย่างตอนแรกที่เราทำเคาน์เตอร์บนสถานีรถไฟฟ้า คุณพ่อก็อยากให้เป็นไม้สักทองอยู่กลาง BTS  แพรวก็ต้องค่อยๆ คุยกับคุณพ่อว่า คือเป็นไทยๆ ก็ดีนะ แต่ว่าขอประยุกต์ได้มั้ย คือไม้สักทองบน BTS ไม่ค่อยเข้ากับเพื่อนบ้านเท่าไร (ยิ้ม) คุณพ่อก็ยอม

“หรืออย่างคอนเซ็ปต์หลักเราก็คุยกันว่า ไม่อยากเปลี่ยนแบรนด์ให้ทันสมัยเพราะเราคิดว่าไม่ใช่ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีเอกลักษณ์ หลักสำคัญเลยคือ โลโก้ ที่คุณพ่อบอกว่าห้ามเปลี่ยนนะ เวลาจะดีไซน์ฉลากเราก็ยึดโลโก้เป็นหลัก สำหรับผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมก็คงความคลาสสิกเอาไว้ แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างพวกแก้วอะไรต่างๆ ก็วัยรุ่นไปเลย

“ตอนช่วงที่เข้ามาทำแรกๆ นี่อยากจะเปลี่ยนโน้นเปลี่ยนนี่ ให้เข้ากับตัวเรา อย่างโลโก้ก็อยากให้มินิมัลลิสต์ แต่คุยไปคุยมาก็รู้ว่า เราควรจะดึงสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเราออกมาแล้วคงไว้ดีกว่า แต่ความยากคือ ทำอย่างไรให้มีเอกลักษณ์แล้วก้าวไปข้างหน้า เป็นเอกลักษณ์ที่ต้องพัฒนาไปกับคน ไปกับทุกอย่าง ไปกับโลกที่มันเปลี่ยน”

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นต้องเป็นเรื่องของการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นเนื้องานที่ต้องปรับเข้ากับวิถีชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป หรือกลวิธีในการทำงาน ที่ต้องผสานผสานวิธีคิดของคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ให้ผสมกลมกลืน

“เราโชคดีที่มีผู้ใหญ่เป็นหลักให้ ส่วนรายละเอียดก็เป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งตอนนี้เราก็มีรุ่นที่เด็กกว่าเรามาช่วยในเรื่องของไอเดีย มีน้องๆ มาช่วยทำมาร์เก็ตติ้ง ทำกราฟิกดีไซน์ ทำเรื่องโซเชียลมีเดีย ออนไลน์ต่างๆ หลายๆ คนมาช่วยกันทำ ไม่ใช่แค่ในครอบครัว มีเด็กๆ มาช่วยก็ดีนะ สนุกสนาน ทำให้แบรนด์ดูไม่แก่มาก อยากให้เป็น Living Legend เป็นตำนานที่ยังมีชีวิต”

 

ไม่เพียงเท่านี้ แต่การปรับตัวที่ว่า ยังหมายรวมถึง การทำงานร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในการเปิดเคาน์เตอร์หรือร้านแต่ละสาขาอีกด้วย

“ตอนเริ่มต้นนี่ยากมาก กว่าจะได้พื้นที่แต่ละสาขา เราต้องยื่นโพรไฟล์ไปว่าเราเป็นใคร เพราะเมื่อก่อนยังไม่ค่อยมีใคร

รู้จักเรา เนื่องจากเดิมเราเป็นผู้ผลิต เขานึกไม่ออกว่า ถ้าเรามีร้านจะเหมือนร้านข้างทางหรือเปล่า เราก็ต้องดีไซน์ร้านให้ดูดีขึ้น ให้เข้ากับเขามากขึ้น ก็ต้องไปพรีเซ้นต์ว่าแบรนด์เราเป็นอย่างไร รูปแบบร้าน หน้าตา แต่ละห้างเขาก็จะดู

“ดังนั้น ในสิ่งที่เราคิด เราออกแบบไป จะให้เป็นตัวเรา 100% ก็ไม่ได้ค่ะ ต้องมีการเปลี่ยน การปรับให้เข้ากับเพื่อนบ้านที่เราไปอยู่ด้วย ก็ปรับในส่วนที่จำเป็นต้องปรับ อย่างตัวสินค้า หรือเมนูก็ต้องเด่นมากขึ้น ด้วยคอนเซ็ปต์ที่อยากให้ทุกคนมีของอร่อยในราคาที่เข้าถึงได้ ก็พรีเซ้นต์แบบนี้ไปเรื่อยๆ ส่งโพรไฟล์ไปเรื่อยๆ มีทั้งที่ได้บ้างปฏิเสธบ้าง คือทุกอย่างใช้เวลา ใช้ความอดทนหมดเลย

“ทีนี้พอได้พื้นที่มา บางที่ก็ขายดี บางที่ก็ไม่ดี เราก็ต้องพัฒนา สิ่งสำคัญคือ ทำให้รสชาตินิ่งมากขึ้น เพิ่มเมนูมากขึ้น ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ลูกค้าก็รู้จักมากขึ้น พอยอดขายเพิ่มขึ้น ก็ได้รับโอกาสมากขึ้น ห้างก็เริ่มอยากไปอยู่ตรงนั้นตรงนี้มั้ย พอเราพัฒนาตัวเอง ห้างก็จะให้โอกาสเราเองค่ะ ถ้าเราทำดี”

ด้วยเหตุนี้ จาก 5-7 สาขาเมื่อเริ่มต้น ก็กลายเป็น 50 กว่าสาขาในเวลาไม่นาน และที่สำคัญ จากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยผู้ใหญ่ ชาตรามือที่รู้จักเฉพาะคนรุ่นคุณพ่อคุณแม่ เมื่อมีร้านก็ขยับมาที่วัยทำงาน กระทั่งมาถึง “ปรากฎการณ์ชากุหลาบ” ก็เจาะหัวใจไปที่กลุ่มวัยรุ่นได้ทันที

“จุดนี้ค่ะ ที่ต้องใช้ทีมที่ดูแลเรื่องโซเชียลมีเดียเต็มตัว เขาก็จะค่อยๆ ทำสื่อทำอะไรที่เด็กลง ก็สื่อกับคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ตัวชาของเราก็ไม่ต้องทำเฉพาะเครื่องดื่มแล้ว สามารถทำเบเกอรี่ ทำไอศกรีม สินค้าของเราก็หลากหลายยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเราต้องไม่ลืมเรื่องคุณภาพ เพราะคุณภาพที่ดีนี่ละที่ทำให้แบรนด์เราแข็งแรง เราก็ต้องมีหน่วยนึงที่มีหน้าที่ไปชิม เหมือนเป็น QC ว่า รสชาติสม่ำเสมอ และบริการโอเคหรือเปล่าด้วยค่ะ”

ถามตรงๆ ว่า ในการทำธุรกิจนั้นระหว่างการสานต่อกับการสร้างใหม่ อย่างไหนยากง่ายกว่ากัน

“แพรวว่าคนละแบบนะคะ ถ้าเราสร้างใหม่เราอาจจะเริ่มตั้งแต่คอนเซ็ปต์ตั้งแต่แรกเลยว่า อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ สามารถคอนโทลได้ตั้งแต่เกิด แต่การสานต่อนี่เหมือนเราต้องเอาของเดิมมาผสมกับสิ่งที่เราคิดให้ออกมาแล้วลงตัว ก็เป็นความยากง่ายคนละแบบ อย่างถ้าทำใหม่อย่างนี้ค่ะ เราก็จะเป็นสไตล์เราไปเลย เพราะว่าแบรนด์ก็คือ การสะท้อนวัยของคนทำ”

มีคำแนะนำสำหรับบางคนที่ไม่อยากสานต่อธุรกิจครอบครัวหรือไม่ อย่างไร

“อย่างแรกอาจจะต้องถามตัวเองก่อนว่า ไม่อยากทำเพราะอะไร เพราะรู้สึกว่า ไม่เป็นตัวของตัวเองหรือเปล่า สำหรับแพรวมองว่า จริงๆ  หลายอย่างเราก็ไม่เป็นตัวเอง ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว ต้องทำตามตลาด ฉะนั้นเราอาจจะต้องคิดว่า สิ่งที่พ่อแม่ทำมานี่ยากลำบาก เราก็ไม่อยากให้หลุดไป อยากให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ อยากให้พ่อแม่ได้เห็นว่า เราสามารถทำให้เติบโตขึ้นได้

“คือ เราอาจจะต้องคุยกันในครอบครัว เพราะความเห็นจะไม่ตรงกัน 100% อยู่แล้วว่า จะสามารถปรับอะไรได้บ้าง ขอโอกาสที่จะทำในแบบที่เป็นตัวเรา ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจในมุมของพ่อแม่ด้วยว่า ท่านทำอย่างนี้มานาน แล้วจู่ๆ ลูกจะมาเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ก็อาจจะไม่ใช่

“เราต้องเรียนรู้ให้ครอบคลุมมากที่สุดก่อนว่า พ่อแม่มาแบบนี้เพราะอะไร เข้าใจเหตุผลของท่าน ไม่ใช่เอะอะเปลี่ยนโดยที่เรายังไม่รู้ที่มาที่ไป ต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ก่อน อย่าลืมว่า ทำงานกับพ่อแม่หรือคนในครอบครัวนี่เราก็พูดกันตรงๆ ได้ สามารถแชร์กันได้มากกว่าแบบคุยกับคนอื่น

“สิ่งที่คุณพ่อสอนมาตลอดคือ ต้องทำให้ลูกค้าพอใจ เพราะถ้าเรารักเขา เขาก็จะรักเรา เราต้องให้สิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดสำหรับลูกค้า ซื่อสัตย์ และจริงใจ คือถ้ามันดี เราก็มีหน้าที่ต้องทำให้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น หลักการในการทำงานของแพรวคือ ทำในสิ่งที่เราทำได้ สิ่งที่เราคอนโทรลได้ให้ดีที่สุด แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เราไม่สามารคอนโทรลได้ แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะดีหรือไม่ดี เราก็ต้องเดินหน้าต่อไป แก้ไขให้ดีขึ้น ทำให้ดีต่อไปเรื่อยๆ”

              ปรับโน่นนิด เติมนี่หน่อย หากเปรียบเป็นชาก็ต้องหาสัดส่วนที่เหมาะสม ชง และชิม เพื่อให้ได้รสชาที่กลมกล่อมหอมหวานที่สุด

Related Post :
Share It!