“ความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นในองค์กร เป็นเหมือน “ยาพิษ” ที่ไม่มีใครเป็นผู้ชนะจากการเอาชนะ ทำให้หลายคนเลยเลือกที่อยู่เงียบๆ ในอาณาจักรของตัวเอง แต่ใครจะรู้ว่า “ความเงียบเฉย” ก็อาจส่งผลร้ายไม่ต่างกัน เช่นเดียวกับ ทะเลสงบก่อนที่พายุจะมา …แต่นี่ไม่ใช่เรื่องของน้ำ เรื่องลม แต่เป็นเรื่องของไฟ ที่มีผู้เสียชีวิต 31 คน สังเวยระบบการคานอำนาจ การแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน การไม่ก้าวก่ายการทำงานของแผนกอื่น รวมไปถึงธรรมเนียมปฏิบัติที่ฟังดูมีเหตุผล

Be The Victor ขอนำกรณีศึกษา London Underground รถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอน ที่มีระบบการกระจายอำนาจภายใน

⦁ พนักงานขายตั๋ว ถูกสอนว่า ขอบเขตอำนาจของพวกเขาอยู่เพียงแค่การขายตั๋วเท่านั้น ดังนั้น ถ้าเขาเห็นทิชชูติดไฟ พวกเขาก็ไม่กล้าไปแจ้งกับคนอื่น เพราะกลัวว่าจะเป็นการก้าวก่ายการทำงานของแผนกอื่น
⦁ พนักงานของสถานีไม่ได้ถูกอบรมให้ใช้ระบบฉีดน้ำดับเพลิง หรือถังดับเพลิง เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ถูกควบคุมโดยอีกแผนกหนึ่ง
⦁ พนักงานรักษาความปลอดภัยของสถานีไม่เคยได้เห็นจดหมายจากกรมดับเพลิงที่เขียนเตือนถึงความเสี่ยงต่ออัคคีภัย ที่ถูกส่งไปให้ผู้อำนวยการฝ่าย Operations และข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกแชร์ให้กับแผนกอื่นๆ
⦁ พนักงานทุกคนถูกสอนว่า อย่าติดต่อหน่วยดับเพลิง นอกจากจะเป็นวิธีสุดท้ายจริงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้โดยสาร
⦁ พนักงานดับเพลิงยืนยันที่จะต่อท่อกับหัวจ่ายน้ำที่อยู่บนถนนเท่านั้น และไม่ใช้หัวจ่ายน้ำที่อยู่ในโถงหลัก เนื่องจากพวกเขาถูกสั่งว่า ไม่ให้ใช้อุปกรณ์ที่ของหน่วยงานอื่น

ในบางกรณี ธรรมเนียมปฏิบัติพวกนี้ก็ฟังดูมีเหตุผล เช่น หลักการปฏิบัติที่ต้องการให้พนักงานขายตั๋ว โฟกัสเรื่องการขายตั๋วเท่านั้นและไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องอื่น อย่างการมองหาความเสี่ยงเรื่องอัคคีภัย เพราะหลายปีก่อนหน้านี้ Underground มีปัญหาเรื่องพนักงานขายตั๋วไม่เพียงพอ พนักงานเหล่านี้เดินออกจากพื้นที่ของตัวเองเพื่อไปเก็บขยะ หรือพาผู้โดยสารไปยังชานชาลา ส่งผลให้คิวซื้อตั๋วยาวขึ้นเรื่อยๆ พนักงานขายตั๋วจึงถูกสั่งว่า ให้อยู่ในบูธของตัวเองเท่านั้น และขายตั๋วไปอย่างเดียว ไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องอื่นๆ มันได้ผล คิวซื้อตั๋วลดลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าพนักงานเห็นปัญหาอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือหน้าที่รับผิดชอบของตน พวกเขาก็จะไม่สนใจ

ที่กรมดับเพลิงจะยอมต่อท่อกับหัวจ่ายน้ำของตัวเองเท่านั้นหล่ะ? นั่นก็เพราะเหตุการณ์กว่าสิบปีก่อนหน้านี้ ที่มีเหตุไฟไหม้ที่สถานีอื่น ซึ่งนักดับเพลิงเสียเวลาอันมีค่าไปกับการต่อท่อหัวจ่ายน้ำที่ตัวเองนั้นไม่คุ้นเคย หลังจากเหตุการณ์นั้น ทุกคนก็ตกลงกันว่า จะดีกว่าถ้าพวกเขาใช้แต่อุปกรณ์ที่เขารู้จักดี

หลักปฏิบัติเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาแบบมั่วๆ ทุกอย่างมีเหตุผลในตัวมันเอง ระบบรถไฟใต้ดินนั้นใหญ่และซับซ้อน และการจะให้มันสามารถปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่นนั้น จำเป็นจะต้องมีการแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน

ธรรมเนียมปฏิบัติภายใน London Underground ฟังดูสมเหตุสมผล จนกระทั่งเกิดไฟไหม้ ซึ่งคือตอนที่ความจริงที่น่าเศร้านั้นได้ปรากฏขึ้น ไม่มีพนักงานคนไหน หน่วยงานใด หรือบารอนคนไหน ที่รับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารอย่างชัดเจน

บางครั้ง เรื่องใดเรื่องหนึ่ง – หรือแผนกใดแผนกหนึ่ง ใครคนใดคนหนึ่งจำเป็นที่จะต้องเข้ามาควบคุมทุกอย่าง ถึงแม้ว่า มันอาจส่งผลกระทบต่อคานอำนาจที่เอื้อให้รถไฟสามารถวิ่งได้ตรงเวลา คานอำนาจที่ถูกสร้างขึ้นนี้อาจสร้างผลเสียที่รุนแรงกว่ามาก

เราจะเห็นได้ว่า ทุกอย่างขัดแย้งในตัวมันเอง องค์กรจะสามารถทำอย่างไรที่จะสร้างลักษณะนิสัยที่มีการคานอำนาจที่ชัดเจน และในขณะเดียวกันก็เลือกใครซักคนที่เข้ามาควบคุมทุกอย่าง? หรือหมอและพยาบาลจะแบ่งอำนาจการตัดสินใจอย่างไร โดยที่พวกเขาแน่ใจว่าใครกันแน่คือ ผู้รับผิดชอบที่แท้จริง? ระบบรถไฟใต้ดินจะหลีกเลี่ยงการก้าวก่ายการทำงานของแผนกอื่นได้อย่างไร โดยที่ทำให้มั่นใจว่า ความปลอดภัยของผู้โดยสารคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แม้ว่านั่นจะหมายถึงว่าเส้นแบ่งอำนาจอาจจะต้องถูกขีดขึ้นมาใหม่?

 

รายละเลียดตามลำดับเหตุการณ์ไฟไหม้เป็นดังนี้…

 

พฤศจิกายน ปี 1987
เวลา 19:15 น.
Philip Brickel พนักงานของ London Underground หรือรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอน กำลังอยู่ในโถงหลักของสถานี King’s Cross ตอนที่มีผู้โดยสารรถไฟคนหนึ่งมาบอกกับเขาว่า มีไฟไหม้กระดาษทิชชูอยู่ตรงบันไดเลื่อนที่อยู่ใกล้ๆ
King’s Cross เป็นหนึ่งในสถานีที่ใหญ่ที่สุด และมีผู้คนสัญจรไปมาอย่างหนาแน่นที่สุด ตัวสถานีนั้นเปรียบเสมือนเขาวงกต เต็มไปด้วยทางเดินที่ซับซ้อน บันไดเลื่อนที่ลงลึกใต้ดินไปถึง 5 ชั้นนั้นสร้างจากแผ่นไม้ และที่จับทำจากยางที่มีอายุเกือบ 100 ปี ในแต่ละวันมีคนผ่านสถานี King’s Cross ถึงกว่า 250,000 คน ในช่วงเวลาเร่งด่วนนั้น สถานีนี้จะเต็มไปด้วยคนเหมือนมด ภายใต้เพดานที่ถูกทาสีใหม่ทับไปทับมาจนแทบจะจำดั้งเดิมไม่ได้

ผู้โดยสารคนดังกล่าวบอกเขาว่า หนึ่งในบันไดเลื่อนที่ลงไปลึกที่สุด ซึ่งเชื่อมไปยัง Piccadilly Line มีทิชชูติดไฟอยู่ด้านล่าง Brickell รีบวิ่งลงไปที่จุดเกิดเหตุ แล้วก็จัดการดับไฟซะด้วยการเอานิตยสารมาม้วนๆ ตี จากนั้นเขาก็กลับมายังที่ประจำของเขาตรงโถงหลัก
Brickell ไม่ได้ตรวจสอบเพิ่มเติม เขาไม่ได้สืบหาต้นเหตุของไฟไหม้ หรือดูว่า มีที่อื่นไหมที่เกิดเหตุ และเขาก็ไม่ได้นำเรื่องนี้ไปแจ้งกับพนักงานคนอื่นๆ หรือโทรเรียกนักดับเพลิง มันเป็นหน้าที่ของแผนกอื่นที่จะดูแลเรื่องอัคคีภัย Brickell ก็แค่ทำตามหน้าที่ของเขาซึ่งมีการแบ่งกันอย่างชัดเจนระหว่างแผนก และหลีกเลี่ยงการก้าวก่ายหน้าที่ของแผนกอื่นตามกฎของบริษัท ต่อให้เขาได้ตรวจสอบเหตุไฟไหม้ขึ้น เขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่า จะต้องทำอย่างไร London Underground มีสายบังคับบัญชาที่ชัดเจนและรัดกุม ซึ่งห้ามไม่ให้เขาติดต่อกับแผนกอื่นโดยตรงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากหัวหน้าของเขาเสียก่อน นอกจากนั้น ธรรมเนียมของบริษัทที่ผ่านกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ก็บอกเขาว่า ห้ามพูดว่า “ไฟไหม้” ออกมาเด็ดขาด ไม่อย่างงั้นจะเกิดความโกลาหลขึ้นอย่างแน่นอน
London Underground เหมือนถูกบริหารด้วยขนบธรรมเนียมเก่าๆ ที่เข้าใจกันมาตลอดจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเหล่าพนักงาน หลายสิบปีที่ Underground ถูกบริหารโดย “บารอนทั้ง 4” ซึ่งควบคุมดูแล 4 แผนกหลักที่ประกอบด้วย โครงสร้าง สัญญาณ ระบบไฟฟ้า และวิศวกรเครื่องยนต์…ภายใต้บารอนทั้ง 4 ก็ยังเต็มไปด้วยหัวหน้าแผนก หัวหน้าฝ่ายอื่นๆ ผู้ยึดติดกับอำนาจของตัวเอง ระบบรถไฟใต้ดินอยู่ได้ด้วยการที่พนักงานกว่า 19,000 คนทำงานร่วมกันในระบบนี้ ซึ่งมีสมดุลของอำนาจที่ละเอียดอ่อนระหว่างทั้ง 4 แผนก พนักงานทุกคนต่างก็ประพฤติตัวจนเป็นนิสัย ที่ถูกใช้กันมาอย่างยาวนาน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 4 บารอนและลูกน้องเป็นไปได้อย่างราบรื่น สำหรับ Brickell แล้ว สิ่งที่เขาได้รับการสอนมาก็คือ “การหาไฟไหม้ไม่ใช่หน้าที่ของแก อย่าไปก้าวก่ายการทำงานของคนอื่น”
พนักงานสืบสวนเคสนี้ กล่าวทีหลังว่า “แม้จะอยู่ในระดับที่สูงที่สุด บรรดาผู้อำนวยการแต่ละแผนกก็ไม่ค่อยอยากที่จะข้ามไปยังขอบเขตอำนาจของคนอื่นซักเท่าไหร่ ดังนั้น ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมก็ไม่ได้อยากมานั่งสนใจว่า พนักงานฝ่าย operation จะถูกเทรนเรื่องการรับมือกับอัคคีภัยมาดีพอหรือไม่? เพราะเขาถือว่า นี่เป็นเขตความรับผิดชอบของฝ่าย operation”
Brickell จึงไม่ได้บอกเรื่องไฟไหม้ทิชชูกับใคร ซึ่งในสถานการณ์อื่นๆ นี่อาจเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเท่านั้น แต่ในครั้งนี้ ทิชชูที่ไหม้เป็นสัญญาณเตือนแรกว่า ไฟนั้นได้ลุกลามมาจากแหล่งอื่นที่ใหญ่กว่า ที่ยังหลบซ่อนอยู่ – ซึ่งนั่นจะแสดงให้เห็นว่า ระบบการทำงานที่มีการแบ่งอำนาจอย่างชัดเจนแบบนี้ จะส่งผลเสียได้มากขนาดไหนหากมันไม่ได้ถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์แบบ
15 นาทีหลังจากที่ Brickell กลับมาที่จุดของเขา ก็มีผู้โดยสารอีกท่านหนึ่ง ไปแจ้งกับพนักงานรักษาความปลอดภัย Christopher Hayes ว่า มีควันออกมาแถวๆ บันไดเลื่อนฝั่ง Piccadilly และ Hayes ก็ตัดสินใจลงไปดู ขณะที่ผู้โดยสารคนที่ 3 เห็นว่า มีควันและแสงสว่างออกมาจากใต้บันไดเลื่อน จึงรีบกดปุ่มหยุดฉุกเฉิน และตะโกนบอกให้คนอื่นๆ รีบออกจากบันไดเลื่อน ตำรวจท่านหนึ่งเห็นว่า บริเวณด้านล่างของบันไดเลื่อนนั้น เริ่มมีเปลวไฟลุกโผล่ขึ้นมาแล้ว
แม้กระทั่งตอนนั้นเอง พนักงานรักษาความปลอดภัย Hayes ก็ยังไม่ได้ติดต่อไปยังหน่วยดับเพลิง นั่นเพราะเขายังไม่ทันได้เห็นควันไฟด้วยตัวเอง หนึ่งในกฎที่รู้กันเองของพนักงาน Underground ก็คือ ห้ามติดต่อไปยังหน่วยดับเพลิงเด็ดขาด นอกจากจะจำเป็นจริงๆ นายตำรวจที่เห็นเหตุการณ์พยายามจะแจ้งเหตุกลับไปยังสำนักงานตำรวจ แต่เพราะวิทยุของเขาไม่มีสัญญาณเมื่อเขาอยู่ใต้ดินลึกขนาดนั้น เขาจึงรีบออกมาจากสถานีก่อนที่จะโทรหาหัวหน้าของเขา ผู้ซึ่งแจ้งเรื่องต่อไปยังหน่วยดับเพลิง

 

เวลา 19:36 น.
– 22 นาทีหลังจากที่ Brickell ได้รับแจ้งเหตุเรื่องไฟไหม้ทิชชู – หน่วยดับเพลิงก็ได้รับแจ้งเหตุ “ไฟไหม้เล็กน้อยที่สถานี King’s Cross” ขณะเดียวกัน ผู้คนมากมายก็กำลังเดินสวนกับตำรวจเพื่อลงไปยังสถานี เพื่อที่จะรีบกลับบ้าน…ภายในอีกไม่กี่นาที หลายๆ คนในนี้จะตาย
พนักงาน Underground ปิดกั้นทางลงบันไดเลื่อนสาย Piccadilly และเบี่ยงคนไปใช้บันไดอื่น คนเริ่มแน่นขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เกิดเป็นคอขวดขึ้นมาตรงบริเวณทางเดิน
Hayes เดินเข้าไปยังห้องควบคุมบันไดเลื่อน ซึ่งมีระบบฉีดน้ำดับเพลิงสำหรับบันไดเลื่อน ระบบนี้ได้ถูกติดตั้งมาหลายปีแล้ว หลังจากที่เคยเกิดไฟไหม้ครั้งก่อน และมีการสรุปกันว่า ระบบรถไฟใต้ดินนั้นไม่พร้อมสำหรับการรับมือเหตุอัคคีภัย เมื่อสองปีก่อนหน้านี้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการจากกรมดับเพลิง ได้เขียนจดหมายมาถึง ผู้อำนวยการรถไฟเกี่ยวกับเรื่องมาตรฐานการดูแลความปลอดภัย
จดหมายฉบับนั้นระบุว่า “ผมเป็นกังวลอย่างมาก และขอเร่งเร้าให้มีกฎข้อปฏิบัติที่ชัดเจนเวลาที่สงสัยว่าเกิดเหตุไฟไหม้ ให้รีบติดต่อมาที่หน่วยดับเพลิงทันที่ นี่อาจช่วยชีวิตคนได้มากมาย”
อย่างไรก็ดี Hayes ไม่เคยได้เห็นจดหมายนี้ เนื่องจากมันถูกส่งไปคนละแผนกกับที่เขาอยู่ และข้อปฏิบัติเหล่านั้นก็ไม่เคยได้ถูกนำมาปรับใช้เลย ไม่มีใครใน King’s Cross รู้วิธีเปิดระบบฉีดน้ำดับเพลิง หรือมีอำนาจในการใช้ถังดับเพลิง เพราะว่าหน้าที่นี้ถูกควบคุมโดยแผนกอื่น Hayes นั้นลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีระบบนี้อยู่ ทำให้เขาเดินผ่านมันไปเลยโดยไม่ได้เหลียวมองด้วยซ้ำ ระบบการแบ่งแยกอำนาจนั้นทำให้แน่ใจว่าทุกคนรู้หน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง แต่กลับไม่เปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้ถึงองค์ประกอบอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบโดยตรงของพวกเขาเลย
เมื่อเขาไปถึงห้องเครื่อง เขาแทบจะทนความร้อนไม่ไหว ไฟนั้นใหญ่เกินกว่าที่จะควบคุมได้ เขารีบวิ่งกลับไปที่โถงหลัก และพบว่า มีคนเป็นร้อยๆ อยู่ในสถานี ที่นั่น Hayes พบกับนายตำรวจคนหนึ่งและบอกเขาว่า
“เราต้องรีบหยุดรถไฟ และพาทุกคนออกไปจากที่นี่ ไฟกำลังไหม้เกินกว่าเราจะควบคุมได้ มันกำลังลามไปทุกที่”

 

เวลา 19:42 น.
เกือบครึ่งชั่วโมงหลังจากเหตุการณ์ทิชชูไหม้ – นักดับเพลิงคนแรกก็มาถึง King’s Cross เขาพบว่า ตอนนี้มีควันไฟดำมืดปกคลุมเพดานของสถานี ราวที่จับบันไดเลื่อนที่เป็นยางเริ่มจะติดไฟ และส่งกลิ่นไหม้เหม็นออกมา กลุ่มคนในสถานีเริ่มรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นและวิ่งหนีออกมา ในขณะที่นักดับเพลิงวิ่งสวนคนกลับเข้าไปในสถานี
ภายในสถานี ไฟไหม้ลุกลามไปมาก บันไดเลื่อนไฟลุกขึ้นทั้งอันแล้ว ไฟไหม้ทำให้เกิดแก๊สอุณหภูมิสูงพุ่งขึ้นสู่เพดานที่ถูกทาสีทับไปกว่า 20 ครั้ง ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการฝ่าย Operation ของ Underground เคยบอกว่า สีที่ถูกทาทับนั้นอาจสุ่มเสี่ยงต่ออัคคีภัย บางทีเราควรขูดสีชั้นเก่าๆ ออกก่อน แล้วค่อยทาสีชั้นใหม่
แต่เรื่องการทาสีนั้นไม่ใช่ความรับผิดชอบโดยตรงของเขา แต่เป็นหน้าที่ของฝ่ายบำรุงรักษา ซึ่งหัวหน้าฝ่ายบำรุงรักษาก็ขอบคุณสำหรับคำแนะนำและบอกว่า ถ้าเขาอยากมาก้าวก่ายงานของฝ่ายอื่น เดี๋ยวเขาก็จะทำบ้างเช่นกัน
ผู้อำนวยการฝ่าย Operation จึงถอนคำแนะนำของเขา
เมื่อแก๊สอุณหภูมิสูงไปรวมตัวอยู่บนเพดาน ชั้นสีเก่าเก่าจึงเริ่มร้อนขึ้น ทุกครั้งที่รถไฟวิ่งผ่าน มันจะผลักเอาออกซิเจนเข้ามาเติมเชื้อเพลิงให้กับไฟที่กำลังลุกลามอยู่ ณ ตอนนี้

 

เวลา 19:43 น.
รถไฟจอดเทียบชานชาลา และเซลส์แมนชื่อ Mark Silver ก็เดินออกมา เขารู้ทันทีว่า มีบางสิ่งผิดปกติ มันเต็มไปด้วยหมอกควันและมีคนมากมาย ควันไฟปกคลุมตัวรอบตัวรถไฟและบริเวณที่เขายืนอยู่ เขาพยายามจะกลับเข้าไปในรถไฟ แต่ประตูรถได้ปิดไปแล้ว นโยบายเพื่อความตรงต่อเวลาระบุว่า เมื่อใดที่ประตูปิดแล้ว มันจะไม่เปิดอีก แม้ว่า Silver และคนอื่นๆ จะตะโกนบอกให้คนขับเปิดประตูรถเท่าใดก็ตาม สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว และรถไฟก็วิ่งออกไป ผู้หญิงคนหนึ่งกระโดดลงไปบนราง และวิ่งตามหลังรถไฟไปพร้อมตะโกน “ให้ฉันเข้าไปด้วย!”
Silver เดินออกมาตามชานชาลาที่ซึ่งตำรวจกำลังลำเลียงคนออกจากบันไดเลื่อน Piccadilly ผ่านไปทางออกอีกทาง ในสถานีเต็มไปด้วยผู้คนที่ตื่นตระหนกและพยายามขึ้นสู่ข้างบน ทุกคนได้กลิ่นควันไฟและอัดแน่นกันอยู่ด้านล่าง เขารู้สึกร้อน – อาจเป็นเพราะไฟ หรืออาจเพราะมันมีคนเยอะมาก – Silver ไม่แน่ใจ ในที่สุดเขาก็ไปถึงด้านล่างของบันไดเลื่อนที่ถูกปิดไปแล้ว เมื่อเขากำลังปีนผ่านโถงหลัก เขารู้สึกร้อนที่ขา จากความร้อนที่ทะลุผ่านกำแพงหนา 15ฟุต ที่กั้นระหว่างเขากับทางเดิน Piccadilly “ผมมองขึ้นไปด้านบนและเห็นว่า กำแพงและเพดานกำลังร้อนฉ่า”

 

เวลา 19:45 น.
รถไฟขบวนใหม่มาถึง พร้อมผลักอากาศเข้าสู่สถานี ออกซิเจนเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี และเปลวไฟที่ท่วมบันไดเลื่อน Piccadilly ตอนนี้ก็ลุกไหม้หนักขึ้นอีก ในที่สุดแก๊สอุณหภูมิสูงที่มาเก็บตัวอยู่ด้านบนเพดาน ซึ่งถูกเติมเชื้อไฟด้วย ไฟที่ไหม้อยู่ด้านล่าง และชั้นสีที่กำลังเดือดด้านบน ก็มาถึงอุณหภูมิสันดาป ตอนนั้นนั่นเอง ทุกๆ อย่างที่อยู่ในโถงนั้น – ชั้นสี บันไดเลื่อนที่ทำจากไม้ และเชื้อเพลิงอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้น – ก็ได้ปะทุขึ้นเป็นไฟขนาดใหญ่ ซึ่งระเบิดพุ่งขึ้นตามทางเดิน Piccadilly ไปถึงบริเวณโถงหลัก ไฟใหญ่ขึ้นและลุกลามเร็วขึ้น เผาไหม้ทุกอย่างที่อยู่ในบริเวณโถงหลัก อุณหภูมิในโถงนั้นพุ่งขึ้นถึง 150 องศาในเวลาไม่ถึง 1 วินาที นายตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่า เขาเห็น “ไฟปะทุพุ่งขึ้น และมารวมตัวกันเป็นลูกบอลลูกใหญ่” ภายในโถงตอนนั้นมีคนกว่า 50 คน
ด้านนอกของสถานี ที่อยู่บนถนน คนที่เดินผ่านไปมาสามารถรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ระเบิดออกมาจากทางออกทางหนึ่ง พร้อมกับเห็นผู้โดยสารรายหนึ่งโซซัดโซเซออกมาและวิ่งเข้าไปช่วย “มือขวาของผมจับมือขวาของเขา เมื่อผมสัมผัสเขา ผมรู้ได้ทันที่ว่า มือเขาร้อนมาก และผิวหนังบางส่วนติดมากับมือผม” นายตำรวจรายหนึ่งซึ่งกำลังเข้าไปยังโถงหลักขณะที่การระเบิดกำลังจะเกิดขึ้น บอกกับนักข่าวว่า “ลูกไฟระเบิดขึ้นตรงหน้าผม และผลักผมกระเด็นลงไป มือของผมติดไฟและเริ่มละลาย”
เขาเป็นหนึ่งในคนกลุ่มสุดท้ายที่รอดออกมาจากโถงหลัก
หลังจากการระเบิดปะทุขึ้น รถดับเพลิงหลายสิบคันก็มาถึง แต่เนื่องจากกฎของกรมดับเพลิงที่บังคับให้พวกเขาต่อท่อดับเพลิงกับหัวจ่ายน้ำที่อยู่บนถนนเท่านั้น และไม่ใช่หัวจ่ายน้ำที่อยู่ในสถานีใต้ดิน และเนื่องจากไม่มีพนักงานของ Underground คนใดเลยมีพิมพ์เขียวของสถานีที่จะบอกจุดต่อท่อได้ – ผังโครงสร้างทั้งหมดอยู่ในห้องทำงานที่ถูกล็อกไว้ และไม่มีพนักงานคนใดมีกุญแจเปิด – ทำให้ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าที่จะควบคุมเพลิงได้

 

เวลา 01:46 น.
ไฟถูกดับลงในที่สุด – 6 ชั่วโมงหลังจากทิชชูไฟไหม้ – มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 31 ราย และอีกหลายสิบคนที่บาดเจ็บ
“ทำไมพวกเขาถึงส่งผมเดินเข้าไปในกองเพลิง?” ครูสอนดนตรี อายุ 20 ปีคนหนึ่งพูดขณะที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลวันถัดมา “ผมเห็นไฟไหม้พวกเขา ผมได้ยินพวกเขากรีดร้อง ทำไมถึงไม่มีใครลุกขึ้นมาควบคุมสถานการณ์?”

………………………………………………………………..

นั่นสิ…
ถ้าเราลองกลับมาองค์กรที่เรากำลังทำงาน
แม้ในช่วงที่ทุกอย่างกำลังยุ่งเหยิง
วิกฤติที่เกิดจากความขัดแย้งนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
จนในบางครั้ง มันอาจจะดีซะกว่าที่จะหยิบมันขึ้นมาเป็นประเด็น…ดีกว่าที่จะปล่อยให้มันเงียบหายไป
ผู้นำหลายคนเลือกที่เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส
เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะสร้างระบบคานอำนาจขึ้นมาใหม่

Related Post :
Share It!