อย่าตอบว่า “รู้งี้” นะ…(แม้ว่า จริงๆ ก็อยากตอบให้ตายหมู่กันแบบนี้)

Be the Victor ขอปรับโหมดชวนครุ่นคิดกันซักหน่อย…ลองหลับตาและนึกว่า คุณกำลังอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง สมัยเกือบ 2500 ปีที่แล้ว…อยู่ดีๆ ก็มีชายหน้าตาแปลกๆ จมูกโตๆ เนื้อตัวสกปรกเพราะไม่ชอบอาบน้ำ เดินผ่านมาทางคุณ

ในขณะที่คุณกำลังทำงานบ้านนู่นนี่ตามประสาคนในสมัยนั้น ชายคนนี้เดินเข้ามาหาคุณและเริ่มต้นสนทนากับคุณ รูปลักษณ์ที่ไม่ค่อยโสภา และกลิ่นที่เตะจมูกอาจจะไม่ได้สร้างความประทับใจแรกที่ดีเท่าไหร่สำหรับคุณนัก

คุณเคยได้ยินชื่อเขามาก่อน  เขาคือ โสเครติส (Socrates) เพื่อนบ้านของคุณต่างไม่ค่อยชอบหน้าเขาเท่าไหร่นัก เพราะชายผู้นี้ทำให้พวกเขาดูเป็นคนโง่ แต่คุณอ่านเกมขาด คุณเตรียมตัวมาพร้อม ชายคนนี้ไม่สามารถทำให้คุณดูโง่ได้อย่างแน่นอน กลับกันนี่คือโอกาสทองที่คุณจะแสดงให้เห็นว่า คุณฉลาดกว่าชายคนนี้มากขนาดไหน?

“สวัสดี คุณคิดว่า คุณเป็นคนฉลาดหรือเปล่า?” เขาถาม

“ผมคิดว่า อย่างนั้นนะ ผมไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดในโลกหรอกนะ แต่ผมว่า ผมก็พอเอาตัวรอดได้อยู่” คุณตอบ

“เยี่ยมเลย! พอดีผมกำลังมีปัญหาข้อหนึ่งที่คิดยังไงก็คิดไม่ตกซักที บางทีคุณอาจจะช่วยผมได้นะ คุณคิดว่า การหลอกลวงเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมไหม?”

คุณขำเล็กๆ ก่อนจะตอบกลับไปว่า “แน่นอนสิ! ผมให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์เสมอ ดังนั้นการหลอกลวงนั้นผิดอย่างแน่นอนไม่จริงหรือ? ผมเชื่อว่า คนที่สมองปรกติทุกคนต้องเห็นด้วยกับผมอย่างแน่นอน”

“น่าสนใจ…งั้นสมมุติว่า คุณมีเพื่อนคนหนึ่งที่กำลังคิดอยากจะฆ่าตัวตาย และเขามีมีดเล่มหนึ่งเตรียมไว้พร้อมแล้ว ทั้งคุณและทุกคนที่รู้จักเขาพยายามพูดกับเขาให้เขาล้มเลิกความคิดจะฆ่าตัวตาย แต่พูดยังไงเขาก็ไม่ฟัง

แน่นอน…คุณเป็นคนดี คุณไม่อยากให้เขาฆ่าตัวตายหรอก งั้น ถ้าคุณขโมยมีดเขาแล้วเขาจะล้มเลิกความตั้งใจนี้หละ คุณจะขโมยมันไหม?”

คุณเริ่มผงะกลับมาเล็กน้อย “ถ้าทำเพื่อช่วยชีวิตเพื่อน ผมก็คงจะทำแหละมั้ง…”

“แล้วคุณไม่คิดว่า นั่นเป็นการหลอกหลวงหรือ?”

“จะว่า งั้นมันก็ใช่ แต่..”

“งั้นการที่คุณยอมหลอกลวงเพื่อช่วยชีวิตเพื่อน ก็ถือเป็นเรื่องดีสิ แม้ว่า คุณจะหลอกลวง?”

“ก็คงใช่มั้ง”

“งั้น…คุณก็อาจไม่ได้ฉลาดเท่าที่คุณคิดไว้ตอนแรกจริงไหม?” Socrates ทิ้งท้าย ก่อนที่จะเดินจากไปสบายใจเฉิบ ทิ้งให้คุณยืนควันออกหูอยู่คนเดียว

นี่เป็นเรื่องราวของบทสนทนาของ Socrates กับนายทหารระดับสูงผู้หนึ่งที่ชื่อว่า Euthydemus ตามคำบอกเล่าของ เพลโต (Plato) หนึ่งในหลายๆ ตัวอย่างของบทสนทนากับ Socrates ชายผู้ถูกยกย่องอย่างแพร่หลายว่า เป็นบิดาแห่งปรัชญาของโลกตะวันตก Socrates เป็นชาวเอเธนส์โดยกำเนิด มีชีวิตอยู่ในช่วงราวๆ  469-399 ปีก่อนคริสตกาล Socrates ผู้นี้กลายเป็นนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่และแตกต่างจากผู้อื่นทั้งหมด เขาเติบโตขึ้นพร้อมยุครุ่งเรืองสุดขีดของจักรวรรดิเอเธนส์ ในวัยหนุ่มเขาได้รับใช้ชาติอย่างกล้าหาญในฐานะชายชาติทหาร แต่แตกต่างจากวีรบุรุษนักรบท่านอื่นๆ  สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Socrates ไม่ใช่วีรกรรมบนสนามรบ แต่คือ หลักปรัชญาของเขา ที่ยังคงไว้ซึ่งมนต์ขลังและปัญญา แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้วเกือบ 2500 ปี

ทุกวันนี้เรารู้จักเขาในฐานะนักปรัชญา ผู้ตั้งคำถามต่อทุกสิ่ง ทุกอย่าง และทุกคน หลักการสอนของเขา ที่ทุกวันนี้เราเรียกกันว่า “Socratic Method” หรือ “วิธีของโสเครติส” นั้นต่างจากวิธีการสอนทั่วไป เพราะเขาไม่ได้สอนอะไรใครเลย แต่กลับเป็นการตั้งคำถาม คำถามแล้วคำถามเล่าเพื่อกระตุ้นให้ลูกศิษย์ของเขาได้คิดตามด้วยตัวเอง และหาคำตอบพบได้ด้วยต้นเอง โดยที่ตัว Socrates นั้นไม่เคยเขียนตำราคำสอนของเขาเลยซักครั้ง

Socrates จากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ของเขานั้นเป็นคนที่มีรูปร่างแปลกประหลาดจากคนทั่วไป เขามักจะเดินไปไหนมาไหนด้วยเท้าเปล่า ผมยาวรกรุงรังและไม่อาบน้ำ ในสังคมเอเธนส์ ณ เวลานั้นที่เป็นแหล่งรวมความศิวิไลซ์และมีมาตรฐานความสวยงามที่สูงสำหรับเวลานั้น ผู้คนต่างให้ความสนใจต่อรูปลักษณ์และเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม ลูกศิษย์ทุกคนของเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาเป็นคนที่รูปลักษณ์ไม่สวยงามเอาซะเลย แต่สำหรับตัว Socrates เองแล้ว เขาไม่ได้แสวงหาความสวยงามทางรูปพรรณและไม่ได้สนใจที่จะใช้ชื่อเสียงของตัวเองเพื่อผลประโยชน์ทางอำนาจการเมืองแต่อย่างใด เขาเป็นผู้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อศึกษาปรัชญาชีวิตอย่างแท้จริง

หนึ่งในคำถามสำคัญที่ Socrates สนับสนุนให้ลูกศิษย์ของเขาศึกษาคือเรื่อง “ความอ่อนแอของจิตใจ” หรือการ ‘ทำผิด ทั้งๆ ที่รู้ว่า สิ่งที่ถูกคืออะไร’ นั้นมีอยู่จริงหรือไม่? สำหรับ Socrates แล้ว เขาเชื่อว่า คนเราจะเลือกทำผิด ต่อเมื่อ ณ ช่วงเวลานั้น เรารู้สึกว่า ประโยชน์ของการทำผิดมีมากกว่าโทษของมัน ดังนั้น เขาจึงเชื่อว่า การพัฒนาสามัญสำนึกและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคนนั้น ไม่ต่างอะไรกับตั้งศูนย์ให้กับ “มาตรวัด” ของคน โดยการทำให้เขาสามารถแยกแยะประโยชน์และโทษออกจากกันได้อย่างเที่ยงตรงมากขึ้น

แต่อะไรคือ สิ่งปัญญาที่แท้จริง? อะไรคือที่เราเรียกตัวเองได้ว่า เป็นคนฉลาด?

สำหรับ Socrates แล้ว คุณอาจไม่ได้รับคำตอบนี้

เขาไม่เคยพึงพอใจในความรู้ที่เขามีและเขาก็ไม่ปล่อยให้ลูกศิษย์ของเขาพอใจเช่นเดียวกัน เขาบอกให้ลูกศิษย์ของเขาศึกษาทุกองค์ประกอบของชีวิตอย่างลึกซึ้ง ตั้งคำถามต่อทุกสิ่งทุกอย่างตลอดเวลา

กุญแจสำคัญสู่การได้มาซึ่งปัญญาคือ การต้องยอมรับเสียก่อนว่า เราโง่เขลา

มันเป็นประโยคที่ย้อนแย้งเหลือเกินเพราะพวกเราทุกคนนั้นมักเชื่อว่า การเป็นคนฉลาดหมายถึง การที่เราได้เรียนรู้ความรู้ต่างๆ มาเยอะ เพราะเรามักพูดถึง ความรู้กับปัญญา เสมือนว่า มันเป็นสิ่งเดียวกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจไม่เหมือนกันซะทีเดียว

ในยุคสมัยของ Socrates นั้นก็มีอีกหนึ่งกลุ่มทางความคิดที่ทรงอิทธิพลซึ่งเรียกตัวเองว่า Sophist ที่ให้ความสำคัญกับการมีความรู้เยอะๆ เราอาจมองได้ว่า Sophist นั้นเป็นผู้แสวงหาความรู้ ในขณะที่ Socrates เป็นผู้แสวงหาปัญญา (Euthydemus ชายผู้สนทนากับ Socrates ในตอนต้นของบทความก็เป็นหนึ่งใน Sophist เช่นกัน)

Sophist นั้นหยิ่งทะนงในความรู้ของตนเองและพร่ำสอนชาวเอเธนส์ให้หาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้พัฒนาตนเอง ยิ่งเขาได้รับความรู้มากเท่าไหร่พวกเขาก็ยิ่งเชื่อว่า เขาฉลาดมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งฉลาดมากเท่าไหร่ เขาจะยิ่งเข้าใจความเป็นไปของโลกมากขึ้นเท่านั้น

ในทางกลับกัน Socrates นั้นพบว่า ยิ่งเขาได้รับความรู้มากขึ้นเท่าไหร่ เขายิ่งเข้าใจว่า เขาไม่รู้อะไรเลย เขามองทะลุเปลือกของพวก Sophist ที่ป่าวประกาศอย่างเย่อหยิ่งว่า ข้านี่แหล่ะรู้ทุกอย่าง ถึงแม้ว่าพวก Sophist จะดูเป็นเหมือนนักปราชญ์ในสายตาของชาวบ้านที่ไม่รู้ตาสีตาสา แต่ Socrates แล้ว เขามักจะไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะเปิดโปงพวกเขาเหล่านั้น

ความจริงแล้ว เราจะรู้ได้จริงหรือไม่ว่าใครคือคนฉลาด หรือใครคือคนโง่?

ยิ่งเรารู้มากเท่าไหร่ เราจะยิ่งรู้ตัวว่าเราเขลาแค่ไหน เหมือนที่ Socrates บอกจริงหรือไม่?

มีเพียงคุณเท่านั้นที่จะรู้ จงตั้งคำถามต่อทุกสิ่ง ทุกอย่าง ตลอดเวลา

Related Post :
Share It!