“อะไรคือเป้าหมายของชีวิต?” คำถามที่ตัวเราเท่านั้นที่จะรู้คำตอบ

 

ถ้ามีเพื่อนมาขอคำปรึกษาจากคุณว่า “ความหมายของชีวิตเราคืออะไร? และเราจะเจอเป้าหมายในชีวิตได้อย่างไร?” คุณจะบอกกับเพื่อนว่าอย่างไร? วันนี้เราจะนำจดหมายของชายหนุ่มอายุ 22 ชื่อ Hunter S. Thompson ที่ตอบคำถามนี้มาฝากทุกคน ไม่น่าเชื่อเลยว่า จดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1958 จะยังคงลึกซึ้งและช่วยเปิดมุมมองชีวิตคนทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้

 

ถึง เพื่อนของผม

คุณถามหาคำแนะนำ…โอ้ว ช่างเป็นนิสัยของมนุษย์ที่อันตรายเหลือเกิน! เพราะการจะเราไปแนะนำผู้อื่นว่าเขาควรใช้ชีวิตอย่างไรนั้น ช่างฟังดูเต็มไปด้วยอีโก้เหลือเกิน การจะชี้นิ้วนำทางใครซักคนให้ไปยังเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้อง – ด้วยนิ้วมือที่สั่นคลอนของตนเองนั้น – เป็นภาระที่มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ต้องการจะทำ

ตัวผมเองนั้นไม่ใช่คนโง่ แต่เพราะเห็นแก่ความจริงใจที่คุณถามคำแนะนำจากผม ผมจึงยินดีช่วย แต่ก่อนอื่นนั้น ผมขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ในขณะที่คุณรับฟังในสิ่งที่ผมกำลังจะพูด ผมขอให้คุณจำไว้ว่า คำแนะนำเสนอแนะต่างๆ ก็เป็นเพียงผลลัพธ์จากสิ่งที่ผมนั้นได้เรียนรู้มา สิ่งที่คนผู้หนึ่งยึดถือว่า เป็นความจริง อาจเป็นดั่งภัยพิบัติต่ออีกคนหนึ่ง ตัวผมเองไม่ได้มองชีวิตผ่านดวงตาของคุณ คุณเองก็ไม่ได้มองชีวิตผ่านดวงตาของผมเช่นกัน…การจะให้ผมให้คำแนะนำแก่คุณโดยละเอียดนั้น ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอดนำทางคนตาบอด

“จะเป็นหรือไม่เป็น นั่นคือคำถาม…ว่า คนผู้นั้นพร้อมหรือไม่ที่จะต่อสู้กับภยันตรายทั้งปวงเพื่อหวังทรัพย์สินลาภยศ…หรือจะต่อสู้กับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่” – William Shakespeare

ใช่แล้ว นั่นแหละคือคำถาม…ว่า เราจะล่องลอยตามแรงคลื่น หรือจะว่ายทวนน้ำเพื่อเป้าหมายที่เราฝัน? นี่เป็นเส้นทางชีวิตที่เราต้องเลือกอยู่เสมอๆ ไม่ว่าเราจะเลือกโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจ           สัจธรรมแห่งชีวิตข้อนี้ ผมอยากให้คุณลองนึกถึงการตัดสินใจในอดีตที่ทำให้คุณเป็นคุณในทุกวันนี้…ผมอาจจะพูดผิดก็ได้ แต่ผมเชื่อว่า นั่นคือสิ่งที่คุณต้องเลือกมาโดยตลอดว่า คุณจะว่ายทวนน้ำ หรือจะล่องลอยไปตามแรงคลื่น แม้ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

แต่ทำไมเราถึงไม่เลือกที่จะล่องลอยไปซะเลยหล่ะ ถ้าเราไม่ได้มีเป้าหมายในชีวิตที่แน่นอน? ไม่ต้องสงสัยเลย ว่า การล่องลอยอย่างสบายใจ คงจะเพลิดเพลินกว่าการว่ายโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะว่ายไปไหน…แล้วเราจะค้นพบเป้าหมายในชีวิตของเราได้อย่างไร? ผมไม่ได้พูดถึงความฝันเพ้อเจ้อที่เป็นดั่งวิมานเมฆ แต่หมายถึงเป้าหมายที่แน่นอน จับต้องได้ และไปถึงได้จริง
เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่เราพยายามจะทำความเข้าใจ “เป้าหมาย” ในชีวิตมากกว่า “ตัวตน”…เราตั้งเป้าหมายในชีวิตขึ้นมาให้กับตัวเอง ซึ่งเป้าหมายนี้ก็จะเป็นตัวกำหนดว่า ชีวิตเราจะต้องเดินอย่างไร เพื่อไปยังเป้าหมายที่เราต้องการ แต่แนวคิดเรื่องเป้าหมายนี้ช่างเป็นสิ่งที่เลื่อนลอยเหลือเกิน! ตอนคุณยังเด็ก คุณบอกคุณครูว่า เมื่อโตขึ้น คุณมีความฝันอยากเป็นนักดับเพลิง …แต่ถ้าผมถามคุณอีกครั้งในตอนนี้ที่คุณโตแล้ว ผมเชื่อว่า คำตอบของคุณคงไม่ใช่นักดับเพลิงอีกแล้วจริงไหม ทำไมนะหรือ? เพราะมุมมองชีวิตของคุณได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วยังไงหล่ะ อาชีพนักดับเพลิงนั้นก็ยังเหมือนเดิมเสมอมา แต่มุมมองชีวิตของคุณต่างหากที่เปลี่ยนไป เพราะคนเรานั้นเปรียบดั่งผลลัพธ์ของประสบการณ์ที่เขาเคยพบเจอมาในอดีตทั้งหมด ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญๆเกิดขึ้นกับคุณ มุมมองชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปจากเดิม สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า หล่อหลอมจนทำให้คุณเป็นคุณในวันนี้

ดังนั้น คุณคิดว่า มันเป็นสิ่งที่โง่เขลาไหม? ถ้าเราจะยอมเสียสละทั้งชีวิตของเรา เพื่อวิ่งตามเป้าหมายเลื่อนลอยที่อาจเปลี่ยนได้ในทุกๆ วัน แล้วอย่างนี้ชีวิตของเราจะมีความหมายอะไร? นอกจากการวิ่งวนไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ

ในการค้นหาเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตนั้น เรามิได้ต้องมองไปยังตัวเป้าหมายเลยด้วยซ้ำ ผมคงต้องเขียนหนังสืออีกไม่รู้กี่เล่มถ้าผมอยากจะเริ่มต้นตอบคำถามแบบนั้น และไม่ต้องห่วง ผมจะเป็นคนแรกที่ยอมรับกับคุณซะตั้งแต่ตอนนี้ว่า คงไม่มีประโยชน์อะไรที่ผมจะพยายามสรุปใจความของการมีชีวิตอยู่ให้กับคุณ เพราะผมไม่มีความสามารถมากพอที่จะเขียนอธิบายถึงความหมายของชีวิตให้กับคุณได้ในกระดาษหนึ่งแผ่น

อย่างที่ผมได้พูดไปแล้วว่า การจะตามหาความหมายของชีวิตจากเป้าหมายที่สามารถจับต้องได้นั้นเป็นสิ่งที่ดูช่างโง่เขลา…เราไม่ได้เพียรพยายามกระเสือกกระสน เพื่อเป็นนักดับเพลิง หรือตำรวจ หรือนายธนาคาร…เรากระเสือกกระสนเพื่อจะเป็นตัวเราเองนี่แหละ

 

อย่าเข้าใจผมผิด ผมไม่ได้หมายความว่า คุณไม่สามารถเลือกจะเป็นนักดับเพลิง หรือตำรวจ หรือนายธนาคารได้ – แต่หมายถึงว่า เราต้องบิดเป้าหมายของชีวิตให้เข้ากับตัวตนของเรา ไม่ใช่บิดตัวตนของเราเพื่อให้ได้ตรงตามเป้าหมายของชีวิต – ธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมาให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งความถนัดสามารถที่แตกต่างกันและแรงปรารถนา – รวมถึงความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับมนุษย์ ซึ่งก็คือ การมีตัวตนที่มีความหมาย และเป็นใครสักคนที่มีความสำคัญบนโลกใบนี้

 

ผมมองว่า สูตรสำเร็จของการเป็นมนุษย์คงเป็นอะไรประมาณนี้: “คนเราจะต้องเลือกเส้นทางชีวิตที่จะทำให้เขาใช้ความสามารถของเขาได้อย่างเต็มที่ เพื่อสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของเขา” ในการทำเช่นนี้

  1. เขากำลังตอบสนองต่อความต้องการของตัวเอง (สร้างตัวตนให้กับเขา โดยการให้หน้าที่ที่เขาจะต้องทำเพื่อไปสู่เป้าหมายในชีวิต)
  2. หลีกเลี่ยงการไม่ได้ใช้ศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ (การเลือกเส้นทางที่สามารถทำให้เขาพัฒนาขีดความสามารถของตน)

และ 3. ป้องกันการเห็นเป้าหมายของเขาที่เลือนลางเปลี่ยนไปเรื่อยๆ (เพราะเขาเลือกที่จะปรับเป้าหมายในชีวิตให้เข้ากับตัวตนของเขา มากกว่าจะเปลี่ยนตัวตนของเขาให้เข้ากับเป้าหมายที่อาจเปลี่ยนได้ทุกวัน)

 

หรือจะให้พูดอย่างสั้นๆว่า เขาจะต้องไม่เสียเวลาชีวิตวิ่งตามเป้าหมายที่ถูกตั้งไว้ก่อน เพราะเขาเลือกเส้นทางชีวิตที่เขารู้แน่ๆ ว่า เขาจะต้องมีความสุข เป้าหมายในชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่มาเป็นอันดับสองเสมอ แต่ที่มาเป็นอันดับหนึ่งก็คือ วิถีที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้นต่างหาก มันคงเป็นเรื่องที่ตลกที่เราจะยอมให้คนอื่นมาตั้งเป้าหมายในชีวิตให้กับเรา เพราะสิทธิ์ในการเลือกทางเดินให้กับตัวเองนั้นคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นปัจเจกบุคคล

 

ถ้าสมมุติว่า คุณมีเส้นทางให้เลือกเดินอยู่ 8 ทาง แต่ไม่มีเส้นทางไหนเลยที่จะเติมเต็มให้ความหมายกับการมีชีวิตของคุณ…สิ่งที่ผมพยายามจะบอกคุณก็คือ คุณจะต้องหาทางที่ 9

 

แต่แน่นอนในชีวิตจริงแล้วมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะเราใช้ชีวิตอยู่บนมุมมองที่คับแคบ จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า ทำไมเราถึงมองชีวิตในแบบนั้น แต่ถ้าเราไม่ยอมเลือกเส้นทางที่เราต้องการ สุดท้ายแล้ว สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรานี่แหล่ะ ที่จะเป็นคนเลือกให้แทน

 

ถ้าคุณคิดว่า คุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่พอใจกับเส้นทางชีวิตของตัวเอง คุณก็มีทางเลือกว่า จะยอมทนกับมันอยู่อย่างนี้ หรือจะมองหาเส้นทางใหม่ๆ อย่างจริงจัง แต่ผมอยากขอเตือนอีกครั้งว่า จงอย่ามองหาเป้าหมายในชีวิต แต่จงหาวิถีชีวิตที่คุณนั้นต้องการ แล้วค่อยมองหาว่า คุณจะสามารถทำมาหากินได้อย่างไรบนวิถีชีวิตนั้น

 

คุณคงจะกำลังคิดว่า “แต่ผมไม่รู้ว่า ผมจะไปหาที่ไหน?…ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมกำลังมองหาอะไร?” และผมจะบอกคุณว่า นั่นแหล่ะคือปมปริศนาของเรื่องนี้ มันจะคุ้มไหมที่เราจะทิ้งสิ่งที่เรามี ณ ตอนนี้ เพื่อมองหาสิ่งอื่นที่ดีกว่า? ผมก็ไม่รู้เหมือนกันมันคุ้มหรือเปล่าล่ะ? จะมีใครเหมาะสมที่จะตอบคำถามนี้มากไปกว่าตัวคุณเอง? แต่อย่างไรก็ดี แค่คุณคิดจะมองหามัน แค่นี้ก็ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญแล้ว

 

ถ้าผมไม่หยุดซะตั้งแต่ตอนนี้ ผมคิดว่า ผมคงเปลี่ยนจากเขียนจดหมายเป็นเขียนหนังสือแล้วแน่ๆ ผมหวังว่า สิ่งที่ผมเขียนไปมันจะไม่ฟังดูสับสนและยุ่งเหยิงมากจนเกินไปนัก อย่าลืมนะว่า นี่คือมุมมองชีวิตของผม ซึ่งผมเชื่อว่า มันน่าจะพอนำไปปรับใช้ได้ แต่อย่างไรก็ดี มันอาจไม่จริงสำหรับคุณก็ได้ เราทุกคนสร้างมุมมองของเราขึ้นมา และนี่ก็บังเอิญเป็นมุมมองของผมเท่านั้นเอง

 

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผมไม่ได้กำลังบอกให้คุณออกไปวิ่งหาความฝันอันสวยงามที่ปลายสายรุ้ง ผมเพียงแต่อยากบอกคุณว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องก้มหน้ายอมรับเส้นทางชีวิตที่สิ่งแวดล้อมของเรากำหนดมา ไม่มีใครถูกบังคับให้ต้องทำในสิ่งที่เขาไม่อยากจะทำไปจนวันตาย ทางเลือกเป็นของคุณ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าคุณจบลงด้วยการเดินตามทางของคนอื่น คุณก็ยังคงบอกตัวเองได้ว่า มันเป็นสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ และผมสัญญาว่า คุณจะไม่เหงาอย่างแน่นอน เพราะมีคนอีกตั้งมากมายที่เป็นแบบคุณ

 

จากเพื่อนของคุณ
Hunter

Related Post :
Share It!