จากตอนที่แล้ว เราได้นำเสนอ 10 ไอเดียที่จะพาคุณเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น รวมไปถึงแนวทางที่จะทำให้คุณนำไอเดียเหล่านี้ไปปฏิบัติได้จริง เพื่อที่คุณจะปรับทัศนคติ  ลักษณะนิสัย และพฤติกรรมที่ดี ให้คุณพร้อมประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้

Be The Victor ได้เรียบเรียงจากหนังสือชื่อ “100 Thinks Successful People Do” ของ Nigel Cumberland (2017)

มาต่อตอนที่ 2 11-20 กันเลยดีกว่า

2
11. เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง
เมื่อฉันใช้เหตุผลมากๆ และไม่เชื่อในสัญชาตญาณตัวเองนั่นแหละตอนที่ฉันเริ่มเจอปัญหา” – Angelina Jolie

ในช่วงเวลาที่คุณจะต้องตัดสินใจในเรื่องยากยาก สัญชาตญาณของคุณนั้นแหล่ะที่จะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ ไม่ว่าคุณจะกำลังตัดสินใจว่า จะเข้าทำงานกับบริษัทนี้ดีไหม? หรือจะรับคนคนนี้เข้าร่วมงานดีหรือเปล่า? เราเชื่อว่า ก่อนที่คุณจะใช้เหตุผล ลางสังหรณ์คุณจะมีคำตอบในใจให้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่ากลัวที่จะลองเชื่อมั่นในลางสังหรณ์ตัวเอง

 

เราจะเอามาปรับใช้ได้อย่างไร?

ถ้าคุณเป็นคนประเภทที่ตัดสินใจด้วยข้อมูลและเหตุผลมากกว่าที่จะใช้ลางสังหรณ์ของตัวเอง เช่น ถ้าคุณมีอาชีพเป็นวิศวกรหรือนักบัญชีเป็นต้น คุณอาจเริ่มต้นด้วยการถามตัวเองว่า “ข้อมูลต่างๆ ที่เรามีอยู่ในมือกำลังบอกอะไรเรา?” ลองมองย้อนกลับไปในเหตุการณ์ในอดีตว่า มีครั้งไหนไหมที่คุณไม่รู้ว่า ควรทำอะไรดี แล้วคุณเลือกที่จะตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณ แล้วผลของมันออกมาเป็นอย่างไร ออกมาดีหรือไม่? สิ่งที่จะช่วยคุณได้มากคือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สงบเงียบ ให้เวลาคุณได้คุยกับเสียงข้างในหัวของคุณได้อย่างเต็มที่

3
12. ทำตัวให้ปราศจากความเครียด

ความเครียดคือกองขยะของชีวิตสมัยใหม่เราทุกคนสร้างมันขึ้นมาทั้งนั้น แต่ถ้าคุณไม่จัดการกับมันดีดี มันจะล้นและครอบงำทั้งชีวิตของคุณ” – Terri Guillemets

ความเครียดเป็นสิ่งที่ทำลายได้ทุกอย่าง ทั้งความสุข สุขภาพ หน้าที่การงาน และครอบครัว…คุณอาจลองถามตัวเองว่า คุณมีอาการจากความเครียดเหล่านี้หรือไม่?

เหนื่อยเร็ว  เบื่อ  ซึมเศร้า  แรงน้อย  ไม่มีความสุข  ขี้รำคาญ  ปวดหัวปวดตัวเมื่อยหลัง  นอนไม่หลับ  ไม่อยากอาหาร  ขี้หงุดหงิด  โกรธง่าย?

 

เราจะเอามาปรับใช้ได้อย่างไร?

ไม่มีใครรู้จักตัวคุณเองดีกว่าคุณ ลองสังเกตตัวเองดูให้ดีว่า คุณกำลังได้รับผลกระทบจากความเครียดหรือเปล่า? สิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อบรรเทาความเครียด ก็คือ นอนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจจะลองนั่งสมาธิ หรือไปนวดผ่อนคลาย หรือหาโอกาสไปเที่ยวยาวๆ เพื่อให้ตัวเองได้หยุดพักอย่างเต็มที่

ขณะเดียวกันก็อย่าลืมที่จะมองลึกลงไปยังต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา มันคืองานที่คุณทำอยู่หรือเปล่าที่ทำให้คุณเครียด? หรืออาจเป็นเพราะคุณกำลังอยู่ในอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ดี? ถ้าสิ่งเหล่านี้คือรากของปัญหา คุณอาจต้องหาวิธีเดินออกมาจากมัน

4
13. ทำตัวให้น่ารัก

ถ้าคุณอยากให้คนชอบ software ของเราเราก็ควรดีไซน์ให้มันทำหน้าที่เหมือนคนที่น่ารักคนนึง” – Alan Cooper

คนที่ประสบความสำเร็จมากๆ มักจะเป็นคนที่รวยเพื่อนเสมอ ลองสังเกตดูว่า คุณมีลักษณะของการเป็น “คนที่น่ารัก” หรือไม่? เช่น เป็นผู้ฟังที่ดี  เป็นคนที่น่าเชื่อถือ  สุภาพ  อ่อนน้อม  มีน้ำใจ  ไม่เห็นแก่ตัว…สิ่งเหล่านี้ คุณสามารถเรียนรู้ที่จะทำได้อย่างง่ายๆ ขอแค่คุณตั้งใจ

ในขณะที่คุณกำลังทำตัวให้เป็นคนที่น่ารักมากยิ่งขึ้น ก็อย่าลืมที่จะเป็นตัวของตัวเองด้วย เพราะถ้าคุณมัวแต่เอาใจคนอื่น โดยละทิ้งแก่นแท้ของตัวเอง คุณจะกลายเป็นคนที่มีแต่คนชอบ แต่ไม่มีใครเคารพและให้ความยำเกรงอย่างแท้จริง

 

เราจะเอามาปรับใช้ได้อย่างไร?

การเป็นคนที่น่ารัก หมายถึง เราจะต้องเสียสละ เพราะบางครั้งคุณจะต้องเลือกระหว่าง ทำตามใจตัวเอง กับทำตามใจคนอื่น…ลองสังเกตตัวเองดูว่า คุณพร้อมเสียสละแค่ไหน…แต่ก็อย่ามัวแต่เอาใจคนอื่นมากจนเกินไปจนสูญเสียความเป็นตัวเอง อย่ากลัวที่จะแสดง “tough love” กับคนรอบข้างของคุณด้วย เช่น กล้าที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่กลัวว่าคนอื่นจะไม่ชอบ

5
14. พูด YES!

หาวิธีที่จะพูดว่า Yes กับเรื่องต่างๆ ในชีวิต….เพราะมันหมายถึงคุณจะได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้เจอคนใหม่ๆ ได้ทำสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ! การพูด Yes ทำให้คุณโดดเด่นจากคนอื่น เป็นคนมองโลกในแง่ดีที่ดึงดูดผู้คนเข้าหา การพูด Yes เติมไฟให้เราหนุ่มตลอดไป” – Eric Schmidt

คนที่ประสบความสำเร็จคือ คนที่พูดว่า ‘Yes’ ในขณะที่คนอื่นพูด ‘No’…ไม่ได้แปลว่า เรากำลังสนับสนุนให้คุณกระโจนเข้าหาทุกสิ่งโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆ แต่มันหมายถึงคุณสามารถมองเห็นโอกาสได้ในสถานการณ์ที่ปกติแล้วคุณจะพูด ‘No’ ต่างหาก

ก่อนอื่นเลย คุณต้องโยนข้ออ้างห่วยๆ ของคุณทิ้งไปเสียก่อน
“ฉันยุ่ง” “ไว้ทีหลังแล้วกัน”  “ฉันไม่เคยทำ”  “เริ่มตอนนี้ก็คงสายเกินไปแล้ว”

เบื้องหลังข้ออ้างเหล่านี้ คือ ความกลัว ความลังเล ความผัดวันประกันพรุ่ง และความไม่กล้าเสี่ยง…ซึ่งนี่ไม่ใช่ลักษณะนิสัยของผู้ที่จะประสบความสำเร็จเลย

เราจะเอามาปรับใช้ได้อย่างไร?

เมื่อคุณเจอเหตุการณ์ที่จะต้องเลือกระหว่าง พูด Yes หรือ พูด No…เราอยากให้คุณลองมองไปถึงอนาคต แล้วถามตัวเองว่า “ถ้าคุณพูด No ในวันนี้..คุณจะมาเสียใจทีหลังและหวังว่า คุณน่าจะพูด Yes ไหม?”

ขณะเดียวกันคุณก็ต้องถามตัวเองว่า อะไรเป็นสิ่งที่กำลังฉุดรั้งไม่ให้คุณพูด Yes? มันเป็นเพราะคุณมีข้อมูลไม่พอจะตัดสินใจหรือเปล่า? หรือคุณต้องการเวลามากกว่านี้ในการตัดสินใจ?…บางครั้งสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นก่อนคุณจะพูด Yes อาจเป็นแค่การนั่งคุยปรึกษาเรื่องนี้กับใครซักคนก็เป็นได้

และสุดท้ายที่คุณควรจะถามตัวเองก็คือ “อะไรคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าคุณพูด Yes? แล้วมันคุ้มไหมที่จะเสี่ยง เทียบกับผลที่จะได้ถ้ามันสำเร็จ?” อย่าแปลกใจถ้าคุณจะพบว่า คุณกลัวมากเกินไปเพราะความไม่รู้ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับคุณ

6
15. พูด No!
เวลาคุณพูด Yes กับคนอื่นทำให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้กำลังพูด No กับตัวเอง” – Paulo Coelho

การพูด Yes เป็นสิ่งที่ดี..แต่ถ้าคุณพูด Yes แต่ในใจคุณคิด No มันก็ไม่มีประโยชน์

มันง่ายที่คุณจะปล่อยให้คนรอบตัวคุณเป็นคนตัดสินใจแทนคุณในเรื่องเล็กๆ อย่างเช่น ไปเที่ยวไหน? กินอะไรดี?…แต่ถ้าคุณปล่อยให้เสียงของคุณโดนคนรอบข้างกลบไปซะหมด คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกมองข้ามเหมือนอย่างพรมเช็ดเท้า และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย

การพูด Yes ในเรื่องใหญ่ๆ แม้ในใจคุณกำลังกรีดร้องว่า No จะทำลายความฝันและเป้าหมายของคุณ…การตัดสินใจนั้นเป็นของคุณ! การพูด Yes เป็นวิธีที่ดีที่จะทำให้คนรอบข้างรักและชอบพอคุณ  แต่คุณไม่สามารถเอาใจทุกคนบนโลกได้ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่จะทรมานที่สุดก็คือ คุณนั่นเอง

เราจะเอามาปรับใช้ได้อย่างไร?

ความต้องการของคนอื่นนั้นสำคัญ แต่ความต้องการของคุณเองก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน คุณต้องรู้ว่า คุณไม่สามารถเอาใจทุกคนได้ตลอดเวลา และมันเป็นหน้าที่ของคุณที่จะแสดงจุดยืนของตัวเองและรู้จักที่จะปฏิเสธคนอื่นบ้าง

แต่เราก็อยากให้คุณพูด No อย่างอ่อนน้อมและสุภาพ พยายามเสนอมุมมองของคุณให้คนอื่นเข้าใจว่าทำไมคุณถึงพูด No หนึ่งในประโยคที่ใช้ได้ดีก็คือ “ผมตกลง say yes ไปข้อเสนอของคุณสองสามครั้งแล้ว ครั้งนี้ให้ผมเป็นคนเลือกตัดสินใจบ้าง”

7
16. หาเวลาว่างไปทำงานจิตอาสา

ทำตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าคุณจะสละเวลาไปช่วยเพื่อนของคุณ หรือจะหาเวลาว่างแต่ละเดือนเพื่อไปทำงานจิตอาสาไม่มีสิ่งใดจะทำให้คุณรู้สึกมีพลังไปได้มากกว่าการช่วยเหลือคนที่กำลังต้องการ” – Gillian Anderson

เพราะความสำเร็จที่แท้จริง คือ การช่วยให้ผู้อื่นประสบความสำเร็จ คุณไม่จำเป็นจะต้องเป็นมหาเศรษฐีถึงจะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ถ้าคุณไม่สะดวกจะให้เงิน คุณก็สามารถเลือกที่จะให้เวลาของคุณได้เสมอ เมื่อใดก็ตามที่คุณได้โอกาสให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน สิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาก็คือความสุขที่เติมเต็ม

การที่คุณสละเวลาของคุณเพื่อผู้อื่นนั้น เป็นการลดอีโก้ของคุณลงไปในตัวด้วย คุณจะได้พาตัวเองออกมาจากเปลือกของคุณ ไม่ว่านั่นจะเป็น ตำแหน่งของคุณ ออฟฟิศผู้บริหาร หรือรถประจำตำแหน่งก็ตาม…คุณจะกลายเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งจะทำให้คุณติดดิน

 

เราจะเอามาปรับใช้ได้อย่างไร?

เริ่มตั้งแต่วันนี้! ลองหาเวลาสองสามชั่วโมงในวันหยุดไปช่วยงานจิตอาสา คุณสามารถหามูลนิธิที่คุณอยากช่วยเหลือและเข้าไปมีส่วนร่วมได้ คุณอาจเป็นคนริเริ่มเทรนด์นี้ในกลุ่มคนใกล้ตัวของคุณ ลองพาครอบครัว ลูกๆ หรือเพื่อนสนิทไปช่วยคุณด้วย รับรองว่า สนุกกว่าไปคนเดียวแน่นอน

8
17. โฟกัสในสิ่งที่คุณควบคุมได้

การไปนั่งกังวลอยู่กับสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้นั้นเป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย ถ้าคุณไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ คุณจะไปเครียดกับมันทำไม? ความกังวลนี้แหล่ะ ที่ทำให้คุณก้าวไปไหนต่อไม่ได้” – Wayne Dyer

เลิกกังวลกับสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ เพราะคุณจะเสียแรงโดยเปล่าประโยชน์ แรงที่คุณสามารถเอาไปใช้กับอย่างอื่นที่คุณควบคุมได้

การตัดสินใจว่า อะไรที่เราควบคุมได้หรือไม่ได้นั้นเป็นเรื่องยาก และมันจะยิ่งยากขึ้นไปอีกถ้ามันเป็นเรื่องอะไรที่คุณมีอารมณ์ร่วมอย่างมาก แต่คุณอยากจะใช้เวลาอันมีค่าของคุณไปกับการโฟกัสอยู่ที่เรื่องผิดผิดหรือ?

เราจะเอามาปรับใช้ได้อย่างไร?

ใช้ common sense ของคุณในการรับรู้ว่า อะไรที่คุณเปลี่ยนแปลงได้ และอะไรที่คุณทำอะไรกับมันไม่ได้มากนัก เช่น

  • การตัดสินใจของคนอื่น
  • กฎหมายหรือข้อบังคับต่างๆที่คุณแก้ไขมันไม่ได้
  • เรื่องที่อยู่เหนือการควบคุม อย่างดินฟ้าอากาศ
  • อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

ในขณะเดียวกัน คุณก็ต้องแสดงความรับผิดชอบออกมา อย่ามัวแต่โทษคนอื่นในสิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้เช่นกัน

  • “ทุกคนก็มาสายกันหมด ทำไมเราต้องมาเช้าด้วย?”
  • “คนอื่นก็ทำงานแบบขอไปที ทำไมเราต้องพยายามมากกว่าคนอื่น?”

มันอาจใช้ความพยายามและการฝึกฝนอยู่ซักหน่อย แต่ท้ายที่สุดคือคุณนั่นแหล่ะ ที่ควบคุมการตัดสินใจของตัวเอง

9
18. อย่าใช้เงินเกินตัว

ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาชีพของคุณ แต่อยู่ที่ความสามารถของคุณสร้างคุณค่า การเรียนรู้ การคิด และการปรับตัว นั่นคือ อิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง ไม่ใช่การมีเงิน แต่การมีความสามารถในการสร้างเงินต่างหาก” – Stephen Covey

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นมหาเศรษฐีถึงจะรู้สึกว่า คุณเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ เงินเป็นเพียงแค่หนึ่งในมาตรวัดความสำเร็จหลายๆ อย่าง แต่อย่างไรก็ดี การจะทำความฝันของคุณให้เป็นจริงได้ คุณก็ต้องใช้เงินอยู่ดี เรามักไม่ค่อยเห็นคนที่ไม่มีการวางแผนทางการเงินกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเลย

ในบางครั้งการมีหนี้บ้างก็อาจเป็นเรื่องที่ดี เช่น ถ้าคุณกู้เงินมาซื้อคอนโดแล้วปล่อยเช่าได้ มันก็เป็นอีกวิธีในการเพิ่มรายได้ให้กับตัวคุณ แต่สัญญาณอันตรายก็คือ เมื่อคุณต้องทำการกู้ยืมเงิน ที่คุณไม่สามารถจ่ายคืนได้ง่ายๆ หรือยอมเป็นหนี้เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุรุ่ยสุร่ายนั่นเอง

เราจะเอามาปรับใช้ได้อย่างไร?

ศึกษาโครงสร้างทางการเงินของตัวเองให้ดี ว่าคุณมีรายได้เท่าไหร่? มีกี่ทาง? ขณะเดียวกันก็มองไปที่รายจ่ายของตัวเองว่ามีอยู่เท่าไหร่? มีส่วนใดบ้างที่คุณสามารถลดได้? มองไปถึงว่าคุณมีสินทรัพย์และหนี้เท่าไหร่? คุณจะต้องทำแผนทางการเงินของคุณออกมา เพื่อที่รู้ว่า คุณจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่? เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าเทอมลูก คุณจะต้องใช้เงินเท่าไหร่? และคุณจะวางแผนเก็บเงินอย่างไรให้ได้ตามที่ต้องการ?

ขี้เหนียวเข้าไว้ คุณไม่จำเป็นจะต้องใช้จ่ายอย่างมือเติบตามเทรนด์เสมอไป การออมเงินของคุณไว้สำหรับลงทุน จะช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายทางการเงินของคุณได้เร็วขึ้น พยายามหักห้ามใจตัวเองอย่าเอาเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน

10
19. อยู่ในโลกแห่งความจริง

หยุดเช็คอีเมล ปิดโทรศัพท์ ตัดตัวเองออกจากโลกอินเตอร์เน็ตหาลิมิตของตัวเอง เพื่อที่คุณจะสามารถโฟกัสได้เมื่อคุณต้องการ และสามารถปลดปล่อยตัวเองออกมาได้เมื่อคุณต้องการ เทคโนโลยีนั้นเป็นบ่าวที่ดีแต่เป็นนายที่แย่” – Gretchen Rubin

การอยู่บนโลกออนไลน์นานเกินไปสามารถนำไปสู่ความป่วยทางจิตได้ ไม่ว่าจะเป็น โลกซึมเศร้า ความเหงา ทักษะทางสังคมไม่ดี ขาดความมั่นใจในตัวเอง ขาดการออกกำลังกาย หลุดจากโลกแห่งความจริง หรือแม้กระทั่งฆ่าตัวตาย

เราจะเอามาปรับใช้ได้อย่างไร?

อินเทอร์เน็ตช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้น แต่คุณต้องหาบาลานซ์ให้ดี ระหว่างการอยู่ในโลกแห่งความจริงกับการอยู่ในโลกออนไลน์

  • คุณอาจลองปิดอินเทอร์เน็ตบนมือถือของคุณ และใช้เฉพาะเวลาคุณสามารถต่อ wi-fi ได้ที่บ้านหรือร้านกาแฟเท่านั้น
  • ลองใช้การโทรหา แทนที่จะพิมพ์ผ่าน Line หรือ Facebook และมีการสนทนาที่แท้จริง ที่ไม่ใช่แค่พิมพ์ประโยคสั้นๆ แล้วแปะ emoji
  • ลองใช้การเขียนจดหมายด้วยลายมือแทนการใช้ e-card เพราะมันทำให้ผู้รับรู้สึกอบอุ่นกว่าเยอะ
  • ในวันหยุดของคุณ ลองตัดตัวเองออกจากโลกออนไลน์โดยสิ้นเชิง แล้วออกไปเอ็นจอยกับสิ่งรอบตัวคุณอย่างเต็มที่

11
20. โฟกัส

ผึ้งไม่สามารถต่อยและผลิตน้ำผึ้งในเวลาเดียวกัน มันต้องเลือกว่า มันอยากจะเป็นนักต่อยหรือนักผลิตน้ำผึ้ง” – Emmanuel Cleaver

การจะประสบความสำเร็จในเรื่องใดก็ตามนั้น คุณจะต้องโฟกัสทั้งเวลาและพลังงานให้กับมัน ทุกๆ เรื่องราวของความสำเร็จที่คุณได้ยินมา คุณจะพบว่า มันเริ่มต้นมาจากคนคนหนึ่งที่มีโฟกัสที่ชัดเจน โฟกัสมากจนดูเหมือนกลายเป็นความลุ่มหลงเลยทีเดียว

ช่างแย่ที่เรามักจะถูกภาระหน้าที่ต่างๆ มากมายโถมทับเข้ามา ทำให้เราต้อง multi-task หรือทำหลายๆ อย่างไปพร้อมกัน แต่แม้อย่างนั้นก็ตาม คุณสามารถโฟกัสที่การทำงานทีละชิ้นอย่างเต็มที่ วิธีเดียวที่คุณจะได้พบกับความสำเร็จคือการที่คุณให้โฟกัสกับงานหนึ่ง อย่างเต็มที่และไม่วอกแวก

เราจะเอามาปรับใช้ได้อย่างไร?

อย่าพยายามที่จะเป็นเป็ด ที่สามารถทำได้ทุกอย่าง แต่ไปไม่สุดซักอย่าง และทำให้ตัวเองเก่งมากมากไปเลยในเรื่องเดียว

ไม่ว่าจะเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัวอย่างการเล่นกับลูก หรือขับรถเที่ยว คุณจะต้องให้โฟกัสกับมัน 100% เสมอ

ถ้ามีใครโทรหาคุณ คุณก็ควรที่จะหยุดทำอย่างอื่นทั้งหมด และโฟกัสมาที่การสนทนานี้ ถ้าคุณไม่สะดวกที่จะทำแบบนั้น คุณก็ควรจะโทรกลับทีหลังมากกว่า

ถ้าคุณไม่อยากที่จะมีภาระล้นมือจนสูญเสียโฟกัส คุณอาจต้องเรียนรู้ที่จะปฏิเสธคนรอบข้างของคุณดูบ้าง การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นเรื่องที่ดี แต่คุณต้องรู้ว่าบาลานซ์ของตัวเองอยู่ที่ตรงไหน อะไรที่คุณยินดีที่จะช่วย และเมื่อใดที่คุณควรปฏิเสธ

 

อย่าลืม นำไปลองทำดูกันนะ

พบกันใหม่ กับตอนที่ 3 21-30  เร็วๆ นี้

 

#BeTheVICTOR #CIMBTHAIBank

Related Post :
Share It!