100 สิ่งที่คนประสบความสำเร็จเขาทำกัน

ตอนที่ 4 3140

 

ผ่านมาแล้ว 3 ตอนที่ Be The Victor  ได้นำเสนอไอเดียที่จะพาคุณเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น รวมถึงแนวทางให้นำไปปฏิบัติเพื่อให้คุณพร้อมประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเอง โดยได้เรียบเรียงมาจากหนังสือชื่อ “100 Things Successful People Do” ของ Nigel Cumberland (2017)

คราวนี้มาต่อตอนที่ 4 31-40 กันเลยดีกว่า

2
31. ยอมรับการประนีประนอม

“ความสัมพันธ์ (ฉันเพื่อน , คนรัก , หรือเพื่อนร่วมงาน) ที่ไม่ยุติธรรมนั้นไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่แท้จริง มันเปรียบเสมือนถนนที่ไม่พาเราไปที่ไหนเลย”

– T.F. Hodge –

เรามักชอบที่จะพูดกันถึงการตัดสินใจที่ win-win แต่โดยส่วนมากนั้น มันเป็น lose-lose ซะมากกว่า เพราะนอกจากคุณจะไม่ได้ทุกสิ่งที่คุณอยากจะได้แล้ว มันอยากเป็นการกีดกันไม่ให้อีกฝ่ายได้ในทุกอย่างที่เขาอยากจะได้เช่นกัน

เราใช้ชีวิตเราไปกับการประนีประนอม และโดยมากนั้นมันเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะก้าวต่อไป บางครั้งมันก็เป็นเรื่องง่ายๆ อย่าง ไปกินข้าวที่ไหน? ดูหนังเรื่องอะไร? แต่สำหรับการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ อย่างการเปลี่ยนงาน การซื้อบ้าน หรือการแต่งงานนั้น การประนีประนอมในสถานการณ์เหล่านี้นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย

การต้องตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ เหล่านี้จะจี้ใจดำของเรา ทั้งความทะเยอทะยาน ความฝัน เป้าหมายในชีวิต ทุกสิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา และมันไม่ง่ายเลยในการที่จะประนีประนอมหรือยอมเปลี่ยนแปลง แต่ในบางครั้งมันก็สำคัญที่คุณจะยอมอ่อนข้อลงเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับคนสำคัญในชีวิตของคุณ เพราะฉะนั้น มันจะมีจุดในชีวิตของคุณที่สิ่งที่คุณอยากจะทำ อาจขัดแย้งกับภาระหน้าที่ที่คุณต้องทำ

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง จำไว้เสมอว่า การประนีประนอมยอมกันในบางครั้งนั้นส่งผลดีกว่าสำหรับตัวคุณเองและความสัมพันธ์กับคนรอบตัวของคุณ น่าเสียดายที่สถานการณ์ที่ตึงเครียดนั้นมักกดดันให้คุณมีเวลาไตร่ตรองน้อยลง

  • คุณไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่ถูกเสมอ ซื่อสัตย์กับตัวเองว่า อะไรคือแรงกระตุ้นที่แท้จริงของตัวเอง? และหลีกเลี่ยงการพยายามเอาชนะเพราะแค่อยากจะชนะ
  • ผลลัพธ์ของการตัดสินใจสำคัญต่อคุณขนาดไหน? ยิ่งมันสำคัญน้อยคุณยิ่งสามารถประนีประนอมได้มาก
  • เปิดใจที่จะยอมรับและลองอะไรใหม่ๆ อย่ายึดติดกับวิธีคิดแบบเดิมๆ คุณอาจเริ่มต้นจากการอธิบายว่า อะไรคือเหตุผลที่คุณเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อ?

ในขณะเดียวกันก็อย่าลืมว่า ในบางสถานการณ์ คุณก็ไม่สามารถจะยอมประนีประนอมได้ทั้งนั้น ถ้ามันเกี่ยวข้องกับความเชื่อหลักหรือคุณค่าความเป็นคนของคุณ เคล็ดลับคือ การมองให้ออกว่า ตอนไหนคือตอนที่ยอมอ่อนข้อได้? และตอนไหนที่คุณจะต้องยืนหยัดอย่างมั่นคง?

3
32. เป็นให้มากกว่ามนุษย์เงินเดือน

“คุณมีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน หรือทำงานเพื่อมีชิวิตอยู่? มันจะไม่สำคัญเลย ถ้าคุณรักในงานที่คุณทำ”

– Mary-Frances Winters –

เวลาที่มีคนถามคุณว่า “คุณทำอะไรในชีวิต?” คนส่วนมากมักจะพูดถึงหน้าที่การงานของเขา ชื่อตำแหน่ง ชื่อบริษัท แต่ในขณะเดียวกัน คนส่วนมากก็ไม่ได้รู้สึกหลงใหลอะไรมากมายกับงานของพวกเขา จริงๆ แล้วงานที่พวกเขาทำอาจจะทำให้เขาเบื่อแทบตายก็ได้

คุณต้องจำไว้ว่า “อาชีพ” นั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ ไม่ใช่ทั้งหมด อย่ากลัวที่จะพูดถึงสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้คุณเป็นคุณ และเป็นให้มากกว่ามนุษย์เงินเดือน

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ตัดสินใจให้ได้ซะว่า คุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณว่าอย่างไร? ถ้าตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทระดับท็อปสำคัญกับคนอื่น แต่ไม่ได้สำคัญกับตัวคุณเอง…แล้วอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับคุณ?

ความสำเร็จในชีวิตไม่จำเป็นต้องมาจากหน้าที่การงานเสมอไป คุณอาจสำเร็จในการเป็นผู้ปกครองที่ดี เป็นนักทำงานเพื่อสังคม หรือเป็นโค้ชทีมฟุตบอลของลูก ความสำเร็จก็คือ ความสำเร็จ!

คุณจะต้องเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ระหว่าง ความสำเร็จในหน้าที่การงาน และความสำเร็จในแง่มุมอื่นๆ ของชีวิต…แบ่งเวลาที่คุณทุ่มเทให้กับแต่ละอย่างให้สมกับที่คุณให้ความสำคัญกับมัน

4
33. ทำความรู้จักกับตัวเอง

“หน้าที่หลักของคนคือ การให้กำเนิดกับตัวเอง เป็นให้มากที่สุดที่เขาสามารถจะเป็นได้…ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของความเพียรพยายามของเขาก็คือ ตัวตนของเขานั่นเอง”

– Erich Fromm –

เวลาขับรถ คุณต้องระวัง “จุดบอด” ของตัวเอง…เวลาคุณใช้ชีวิตก็เช่นกัน มันยากที่คุณจะมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ถ้าคุณหลับหูหลับตาไม่รู้ถึงจุดอ่อนของตัวเอง

ศึกษาและยอมรับจุดอ่อนของตัวเองให้ดี  ไม่ว่ามันจะทำให้คุณรู้สึกกระอักกระอ่วนแค่ไหนก็ตาม เมื่อคุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น คุณก็จะสามารถหาวิธีที่จะนำจุดแข็งของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด พร้อมกับกลบจุดอ่อนของตัวเองไปพร้อมกัน

ยกตัวอย่างเช่น ในบางครั้งความมั่นใจในตัวเองก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ในบางครั้งมันก็อาจเป็นความหยิ่งยโส หรือถ้าคุณเป็นคนอ่อนไหวเจ้าอารมณ์มากมาก คุณจะต้องเรียนรู้ว่า ในสถานการณ์แบบไหน? คุณควรพยายามใจเย็นลง หรือทำตัวหน้าหนาบ้างจะดีกว่า

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองว่า คุณเป็นคนแบบไหน?

  • เป็น Extrovert (เปิดเผย) หรือ Introvert (เก็บตัว)
  • หุนหันพลันแล่น หรือ สุขุมเยือกเย็น
  • เจ้าอารมณ์ หรือ เจ้าความคิด
  • ชอบฟังคนอื่น หรือ ชอบพูดซะเอง
  • มองโลกในแง่ดี หรือ มองโลกในแง่ร้าย

เมื่อคุณกำลังศึกษาบุคลิกของตัวเองนั้น อย่าลืมว่า ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน สิ่งที่คุณแสดงออกมาก็จะต่างกันเช่นกัน หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดคือ การสอบถามจากคนรอบตัวของเรา คนที่ใกล้เราที่สุดนั้นรู้จักเรามากจนน่ากลัวเลยทีเดียว คำถามที่แท้จริงคือ คุณต่างหากรู้จักตัวเองดีขนาดไหน?

5
34. เปิดใจยอมรับอายุที่มากขึ้น

“สังคมมักวาดภาพความสนุกสนานให้กับความหนุ่มสาว เรามักจะเห็นความเศร้า ความเงียบเหงา ความท้อแท้ ถูกเชื่อมโยงกับความแก่อยู่เสมอๆ ความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ความเจ็บปวดในใจหรือความเฉยชาต่อโลกนั้นเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตอย่างผิดๆ ไม่ได้เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตมาอย่างยาวนาน”

– Martha Beck –

เลิกเศร้าไปกับสิ่งที่คุณเสียไป แต่เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่คุณได้รับมา แม้มันจะดูเหมือนว่า เราอยู่ในยุคสมัยที่คนหนุ่มสาวดูจะเป็นคนที่ทำสถิติใหม่ๆ เปิดบริษัท start-up ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง หรือ หาวิธีรวยเป็นร้อยล้านได้ก็ตาม

เราทุกคนใช้เวลามองย้อนกลับไปหาอดีตอันหอมหวานมากจนเกินไป อย่ามัวแต่นั่งเสียดายว่า ตอนนั้นเราน่าจะทำอย่างนั้น เราน่าจะทำอย่างนี้ แต่จงรู้สึกขอบคุณกับบทเรียนอันล้ำค่ามากมายที่คุณได้เรียนรู้มาจนถึงปัจจุบัน ประสบการณ์นั้นเป็นสิ่งที่ล้ำค่า จงโฟกัสไปยังประตูแห่งโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังจะเปิดขึ้นให้คุณที่คุณอาจไม่เคยได้รับตอนยังอายุน้อยอยู่

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ทำตัวให้เด็กเข้าไว้! สิ่งใดที่คุณเคยชอบทำตอนยังหนุ่มยังสาวอยู่ ทำมันอีกครั้ง เติมไฟให้กับตัวเอง แต่ก็อย่าลืมที่จะจำไว้ด้วยว่า วันเวลาเหล่านั้นได้ผ่านคุณไปแล้ว มองกลับไปด้วยความรู้สึกขอบคุณในสิ่งที่ได้เรียนรู้มา

ยอมรับกับสิ่งที่คุณเป็นในวันนี้ ทั้งในสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี ปัญญาที่คุณได้รับมาจากการ “อาบน้ำร้อนมาก่อน” นั้นทรงคุณค่าเหลือเกิน

และอย่าลืมว่า คุณไม่มีทางแก่เกินกว่าที่จะเปลี่ยนแปลง อย่าใช้อายุมาเป็นข้ออ้างให้คุณไม่กล้าจะทำอะไรซักอย่าง

6
35. เป็นทั้งคนที่เปิดเผย และคนที่เก็บตัวในเวลาเดียวกัน

“คนเปิดเผยมองกองหนังสือแล้วเห็นกระดาษวางเป็นตั้งๆ แต่คนที่เก็บตัวมองสิ่งเดียวกันแล้วเห็นหนทางออกจากความวุ่นวายของโลก”

– Eric Samuel Timm –

คุณเป็น Introvert หรือ Extrovert? คนมักจะเข้าใจกันแบบผิดๆ ว่า คนเปิดเผยหรือ Extrovert นั้นคือ คนที่มั่นใจในตัวเองอย่างมาก พูดจาเสียงดัง ชอบออกสังคม ในขณะที่ Introvert หรือคนเก็บตัวนั้นเป็นพวกขี้อาย ชอบอยู่เงียบๆ ข้างหลังคนเดียว

ความจริงนั้น Extrovert คือ คนที่ชอบพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา ชอบอยู่กับคนเยอะๆ และเรียนรู้จากการลงมือทำ ในขณะที่ Introvert คือ คนที่ชอบคิดก่อนที่จะพูด ชอบฟังเสียมากกว่า และมีความสุขที่จะอยู่กับความคิดของตัวเอง และ Extrovert นั้นอาจจะดูขี้อายเหมือนอย่าง Introvert ก็ได้

กุญแจสู่ความสำเร็จคือ การที่คุณสามารถบ่งบอกได้ว่า ในสถานการณ์ใดที่คุณควรเป็น introvert? และในสถานการณ์ใดคุณควรจะเป็น extrovert?

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ถ้าคุณเป็น Extrovert ลองฝึกการเป็น Introvert ด้วยการ

  • เขียนไดอารี่ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คุณได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดของตัวเองมากขึ้น
  • หางานอดิเรกที่ทำคนเดียว เช่น อ่านหนังสือ หรือวาดรูป
  • ฝึกให้ตัวเองเป็นนักฟังที่ดีขึ้น ฟังคนอื่นพูดให้จบก่อน แล้วคิดอย่างถี่ถ้วนก่อนที่คุณจะพูด

ถ้าหากคุณเป็น Introvert ลองฝึกการเป็น Extrovert ด้วยการ

  • ใช้เวลาเข้าสังคมมากขึ้น เช่น ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนร่วมงาน เปิดประตูของคุณเสมอทั้งที่ทำงานและที่บ้าน
  • แชร์ไอเดียในที่ประชุม ลองเป็นคนแรกๆ ที่พูดขึ้นดูบ้าง
  • หากิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คุณได้พูดในที่สาธารณะ เช่น เข้าร่วมชมรมโต้วาที

7
36. ใช้ชีวิตอย่างเปิดใจ

“การเปิดใจเป็นสิ่งทีสำคัญ สมองของเราถูกโปรแกรมให้ปกป้องตัวเราเอง ดังนั้น มันมักจะสร้างกำแพงขวางกั้นว่า อะไรคือสิ่งที่เราไม่ควรทำ? คุณจะต้องทดสอบลิมิตและดันกำแพงของคุณไปเรื่อยๆ เพราะสมองของเรานั้นขี้ระแวงจนเกินไป”

– Chrissie Wellington –

คุณเป็นคนที่เปิดใจหรือเปล่า? หรือว่า คุณเห็นแต่สิ่งที่คุณเคยเห็นมาก่อน และฟังแต่สิ่งที่คุณเข้าใจอยู่แล้วเท่านั้น? มนุษย์เป็นสัตว์ที่ยึดติดกับนิสัยและชอบที่จะให้ทุกสิ่งเป็นเหมือนที่เราเคยชิน

ถ้าคุณหัวรั้นและไม่เปิดรับฟังอะไรใหม่ๆ เชื่อแต่ความคิดเห็นและข้อสรุปของตัวเอง คุณจะไม่สามารถนำศักยภาพของตนมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เพราะคุณไม่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้มองโลกในมุมใหม่ๆ

คนที่ประสบความสำเร็จนั้นเป็นคนเปิดใจเสมอ เพราะมันทำให้พวกเขาสามารถวิเคราะห์แยกแยะทางเลือกต่างๆ ได้ดีกว่า จึงทำให้พวกเขาสามารถตัดสินใจได้ดีกว่า

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ถามคนรอบตัวว่า เขาคิดว่า คุณเป็นคนที่ดื้อด้าน ไม่ฟังความคิดเห็นของคนอื่นหรือเปล่า? อย่าแปลกใจถ้าเกิดว่าใช่ เราทุกคนมีความหัวรั้นในตัวอยู่แล้ว แต่มันสำคัญที่คุณจะรู้ว่า ตัวเองเป็นแบบนั้นหรือเปล่า? เรียนรู้ที่จะเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง

สังเกตตัวเองว่า คุณพูดคำว่า “แต่” บ่อยไหม? เพราะบ่อยครั้งที่คำคำนี้ จะเป็นการปิดกั้นตัวคุณเองจากไอเดียใหม่ๆ

นอกจากนั้นการเป็นคนไม่รับฟังคนอื่น มีแต่จะไล่ให้เขาออกไปไกลจากตัวคุณ หัดที่จะถามความคิดเห็นคนอื่นบ้างว่า เขาคิดอย่างไร มีข้อเสนอแนะตรงไหน?

8
37. เป็นผู้ปกครองที่ดี

“มันจะมีช่วงเวลาที่คุณค้นพบว่า หน้าที่ของคุณไม่ใช่การเป็นพ่อแม่ที่คุณหวังว่า คุณจะมีตอนเด็กๆ แต่หน้าที่ของคุณนั้นคือ เป็นพ่อแม่ที่ลูกของคุณต้องการ ขึ้นอยู่กับความต้องการและธรรมชาติของเขา”

– Ayelet Waldman –

หลายคนโทษว่า เป็นความผิดของตัวเองในวิธีที่พวกเขาเลี้ยงลูก พ่อแม่อาจรู้สึกว่า เขาทำได้ไม่ดีพอ เมื่อลูกของเขาต้องบกพร่องในแง่มุมต่างๆ ของชีวิต เช่นเรื่องเรียน เรื่องกีฬา เรื่องอารมณ์ หรือมารยาท เรามักจะลืมไปว่า เด็กๆ นั้นไม่ใช่เครื่องจักรที่รอให้เราซ่อม แต่เป็นคนคนหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองและไม่เหมือนใคร การเป็นผู้ปกครองนั้นหมายถึงการเปิดให้ความสุขที่คุณได้รับจากการมีลูกมีมากกว่าผลเสียของมัน

ไม่ว่าตอนคุณเป็นเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับพ่อแม่ของคุณจะเป็นอย่างไร? เมื่อวันที่คุณกลายเป็นผู้ปกครองแล้ว มันเป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องสร้างสะพานขึ้นมาใหม่ระหว่างคุณและลูกของคุณ คุณจะต้องมีทั้งความเชื่อ และความอดทนในการเลี้ยงลูกในแบบของตัวเอง และเปิดโอกาสให้เขาได้ประสบความสำเร็จบนทางเดินของเขาเอง

 

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก เด็กๆ นั้นเห็นและจดจำการกระทำของคุณ และเมื่อเขาโตขึ้น นิสัยหลายๆ อย่างที่เขาทำจะเป็นผลมาจากการที่เขาเลียนแบบคุณ เช่น คุณจะไม่สามารถสอนให้ลูกคุณเป็นคนมีน้ำใจได้ ถ้าตัวคุณนั้นใจแคบอยู่เสมอ

ข้อแนะนำที่ดีที่สุดคือ เป็นตัวของตัวเอง แต่เป็นตัวของตัวเองในเวอร์ชั่นที่คุณจะภูมิใจให้ลูกๆ ได้เรียนรู้จาก

เปิดโอกาสให้ลูกของคุณได้ค้นพบความฝันและตัวตนของเขาด้วยตัวเอง อ่านนิทานให้เขาฟัง ส่งเสริมให้เขามีความคิดสร้างสรรค์ และทำให้เขาเชื่อว่า อะไรก็เป็นไปได้

อย่าบังคับให้เขาทำกิจกรรมอะไรที่เขาไม่อยากจะทำ แค่เพราะคุณอยากให้เขาทำ แต่ส่งเสริมในสิ่งที่เขาชอบ ให้โอกาสเขาได้ค้นพบปัญหาและหาคำตอบด้วยตัวเอง เลือกทางเดินชีวิตให้ตัวเอง

9
38. พาตัวเองออกห่างจากมลพิษ

“ถ้าคุณอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา อย่าดื่มน้ำ…ถ้าคุณอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว อย่าสูดอากาศ”

– Jonathan Raban –

สิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษนั้นแย่ต่อสุขภาพของคุณ ทำให้คุณเครียดและยังส่งผลต่อความสุขของคุณด้วย

เราไม่ได้พูดถึงแค่มลพิษทางอากาศเท่านั้น แต่รวมไปถึงน้ำเน่า กลิ่นเหม็น เสียงดัง และทุกอย่างที่รบกวนคุณ สังเกตตัวเองว่า คุณกำลังได้รับผลกระทบจากมลพิษเหล่านี้หรือไม่? และถ้าจำเป็นก็ย้ายหนีมันซะ

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ถามตัวเองว่า คุณกำลังได้รับผลกระทบจากมลภาวะหรือเปล่า? หรือคุณกำลังได้รับผลกระทบจากอย่างอื่น? เช่น

  • คุณหงุดหงิดเพราะมลภาวะทางเสียง หรือคุณหงุดหงิดเพราะต้องเพิ่งย้ายที่อยู่มาใหม่?
  • คุณไม่ชอบมลภาวะ เพราะมันส่งผลเสียต่อสุขภาพคุณ หรือเพราะมันส่งผลต่อมูลค่าบ้านของคุณ?
  • คุณไม่พอใจกับสภาพอากาศ หรือคุณไม่พอใจเพราะภรรยาของคุณบ่นถึงแต่เรื่องสภาพอากาศ?

บางครั้งการย้ายบ้านหนีก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นไปได้ตลอดเวลา ลองหาวิธีที่คุณจะสามารถปรับเปลี่ยนได้เช่น ซื้อเครื่องกรองอากาศ เครื่องกรองน้ำมาใช้ที่บ้าน เป็นต้น

10
39. ออกจาก Comfort Zone

“ผมมักจะพยายามเลือกเส้นทางที่พาผมออกจาก Comfort Zone ของตัวเองเสมอ เพราะตราบใดที่ผมรู้สึกไม่สบายใจและอึดอัด นั่นแปลว่า ผมกำลังเติบโตอยู่!”

– Ashton Kutcher –

ถ้าคุณรวยล้นฟ้า และมีความสุขมากๆ ในชีวิตคุณอยู่แล้ว ถ้าในกรณีนั้น อยู่ใน comfort zone ของคุณต่อไป อย่าออกไปไหน แต่ถ้าชีวิตของคุณไม่ได้ไปแบบนั้น… รีบออกจาก comfort zone ของคุณตั้งแต่ตอนนี้ เพราะความสำเร็จจะไม่ออกตามหาคุณ คุณต่างหากที่ต้องวิ่งออกไปหามัน

เราทุกคนอยู่ใน comfort zone ของตัวเองทั้งนั้น มันสบายใจที่คุณจะอยู่ในกรอบของสิ่งที่คุณรู้และเข้าใจ แต่ comfort zone ของคุณหน้าตาเป็นแบบนี้หรือเปล่า?

  • อยู่ในงานเดิม โดยไม่พยายามขวนขวายตำแหน่งที่สูงกว่า?
  • อยู่ในความสัมพันธ์ที่โอเค แต่จริงๆ คุณรู้ว่า คุณต้องการมากกว่านี้?
  • กลัวที่จะออกมาตั้งบริษัทในฝัน?

เราอยู่ใน comfort zone ของตัวเอง เพราะเรามักจะกลัวความล้มเหลว และคุณจะสามารถออกจากมันได้ เมื่อผลเสียของการอยู่ใน comfort zone มีมากกว่าผลดี  ในบางครั้งสิ่งที่จะผลักคุณให้ออกมาได้ก็คือ ค่าเสียโอกาสนั่นเอง

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ก่อนที่จะสามารถออกจาก comfort zone ของตัวเองได้นั้น คุณจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ความกลัวหรือความกังวลที่เหนี่ยวรั้งให้คุณไม่กล้าเปลี่ยนแปลงคืออะไร?

  • คุณกลัวเสียเงินหรือเสียชื่อเสียงหรือเปล่า?
  • คุณกลัวว่า คนรอบข้างจะมองว่าอย่างไรใช่ไหม?
  • กลัวการล้มเหลว กลัวเสียหน้าหรือเปล่า?
  • รู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่รู้?
  • กลัวสูญเสียไปซึ่งสิ่งที่คุณเคยชิน?

คุณจะต้องถามตัวเองว่า อะไรที่คุณจะได้รับถ้าคุณเลือกจะเปลี่ยนแปลง? และอะไรที่คุณจะพลาดไปถ้าหากคุณเลือกที่จะไม่เปลี่ยน? สุดท้ายแล้วคุณจะต้องเป็นคนเลือกเองว่า มันคุ้มไหมที่จะยอมเปลี่ยนแปลง และมันจะช่วยคุณได้มากถ้าคุณจะลองถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าคุณเลือกจะออกจาก comfort zone และมันมีความน่าจะเป็นแค่ไหนกัน?

11
40. เห็นคุณค่าของคนที่อยู่รอบตัวคุณ

“ขอบคุณคนให้ติดเป็นนิสัย กล่าวขอบคุณผู้อื่นอย่างจริงใจโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ถ้าคุณสำนึกบุญคุณคนรอบข้างคุณอย่างจริงใจ คุณจะพบว่ามีคนรอบข้างคุณเพิ่มมากขึ้น”

– Ralph Marston –

วันนี้คุณกล่าวคำขอบคุณกับใครหรือยัง? มีโอกาสมากมายให้คุณได้แสดงความขอบคุณต่อคนรอบตัว ลองมองหาสิ่งเล็กๆ น้อยที่พวกเขาทำ อาจจะเป็นทำอาหารให้คุณกิน หรืออยู่เป็นเพื่อนในช่วงที่คุณกำลังท้อใจก็ได้

บางครั้งมันง่ายที่เราจะมองข้ามสิ่งที่คนรอบข้างเราทำให้ และลืมสังเกตการกระทำของพวกเขา ซึ่งมันอาจแปลว่า คุณกำลังมองข้ามน้ำใจและทำร้ายความรู้สึกของพวกเขาอยู่

อย่าเป็นหนึ่งในคนพวกนี้ มันเป็นเรื่องง่ายๆ ที่จะฝึกตัวเองให้ทำ บางครั้งแค่คำขอบคุณไม่กี่คำก็เพียงพอแล้ว หรือหากคุณจะลองซื้อของขวัญน่ารักๆ มาเซอร์ไพรส์ก็ไม่ผิด

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องไม่ลืมที่จะกล่าวคำขอบคุณ เราทุกคนเกลียดที่จะถูกมองข้ามคุณค่าด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นถามตัวเองในทุกๆ วันว่า เราต้องกล่าวคำขอบคุณให้กับใคร?

อย่ากลัวที่จะพูดให้มากกว่าแค่คำขอบคุณธรรมดา การขอบคุณแบบห้วนๆ บ่อยๆ ก็ทำให้มันดูมีความหมายน้อยลง อย่ากลัวที่จะใส่รายละเอียดลงไป เช่น “ผมขอขอบคุณที่คุณช่วยถามหัวหน้าให้เรื่องการย้ายแผนกของผม ผมเข้าใจว่า มันเป็นเรื่องที่กระอักกระอ่วนที่จะพูดถึง ผมขอบคุณมากๆ ที่คุณยอมถามเพื่อผม”

การแสดงความขอบคุณจะมีผลมากที่สุดในเวลาที่อีกฝ่ายไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ และเวลาที่มันแสดงให้เห็นถึงความขอบคุณต่อความพยายามของเขา

 

อย่าลืมนำไปลองทำดูกันนะ

พบกันใหม่กับตอนที่ 5 41-50 เร็วๆ นี้

Related Post :
Share It!