100 สิ่งที่คนประสบความสำเร็จเขาทำกัน

ตอนที่ 6 51-60

 

ผ่านมาครึ่งทางแล้วที่ Be The Victor  ได้นำเสนอไอเดียที่จะพาคุณเข้าใกล้เป้าหมายของความสำเร็จ วันนี้มาต่อครึ่งหลัง เริ่มด้วยตอนที่ 6  51-60 กันเลยดีกว่า

20 mar-2
51.เป็นตัวของตัวเองเข้าไว้

“ข้อควรระวัง: เราไม่มีวันบรรลุเป้าหมายที่ถูกตั้งขึ้นบนความอิจฉาได้ การนั่งมองเพื่อนคุณแล้วหวังว่า ตัวคุณจะมีในสิ่งที่พวกเขามีบ้าง เป็นการกระทำที่เสียพลังงานอันมีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์ เราทุกคนนั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง สิ่งที่ทำให้คนอื่นมีความสุขนั้นอาจจะสร้างแต่ความทุกข์ให้กับคุณก็เป็นได้”

– Marcus Buckingham-

ไม่มีคนสองคนที่เหมือนกันเป๊ะๆ แม้จะเป็นคู่แฝดกัน นิสัยก็ยังไม่เหมือนกันหมดเลยซะทีเดียว เพราะฉะนั้นมันไม่มีประโยชน์ที่คุณจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปซะทุกอย่าง

การพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมเป็นเรื่องที่ดี มันเป็นความสิ่งที่เราถูกสั่งสอนตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เข้าโรงเรียน และเราก็ฝึกฝนมันเรื่อยมาจนเป็นผู้ใหญ่ ทำตัวให้เหมือนคนอื่น แต่งตัวให้เหมือนคนอื่น และมีกรอบความคิดที่คล้ายๆ กัน

แม้ว่าคุณอาจพยายามเหมือนคนอื่นเพราะคุณพยายามหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามหรือท้าทาย แต่ในที่สุดแล้วสิ่งสำคัญก็คือ คุณจะต้องแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองในบางเวลา คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นทำสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา พวกเขาสามารถหาบาลานซ์ระหว่างการปรับตัวเข้ากับสังคมและการเป็นตัวของตัวเองที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึง ความทะเยอะทะยาน นิสัยใจคอ และความต้องการที่ชัดเจน

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

อะไรคือ ส่วนผสมของ ความต้องการ ความทะเยอะทะยาน ประสบการณ์ชีวิต และลักษณะนิสัยที่ทำให้คุณเป็นคุณ? ลองหยิบกระดาษขึ้นมาซักแผ่น แล้วลองไล่ลักษณะนิสัยของคุณ ข้างๆ ลองตีช่องออกมาสองช่อง

ติ๊กช่องแรก ถ้าหากคุณแสดงออกถึงนิสัยนั้นอย่างเปิดเผย และติ๊กช่องที่สอง หากคุณหลบซ่อนนิสัยอันนั้นของคุณ ลองสังเกตนิสัยที่คุณต้องหลบซ่อน เพราะมันสามารถบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณได้มากมาย

  • จริงๆ แล้วคุณชอบสัตว์เลี้ยงมากๆ แต่ว่าต้องหลบซ่อนเพราะพ่อแม่ของคุณไม่ชอบหรือเปล่า?
  • คุณอยากอยู่ท่ามกลางธรรมชาติในชนบท แต่เพราะหน้าที่การงานทำให้คุณต้องมาแออัดอยู่ในเมืองใช่ไหม?
  • จริงๆ คุณอยากไปแบกเป้เที่ยวประเทศแปลกๆ เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ แต่สุดท้ายจบที่การไปทัวร์ธรรมดาๆ เพราะเพื่อนๆ คุณอยากไปหรือเปล่า?

เลิกเดินตามความฝันของคนอื่นได้แล้ว มันไม่สำคัญหรอกถ้าคุณจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่คนอื่นสามารถทำได้ คุณมีเป้าหมายของคุณ สิ่งที่คุณอยากจะทำให้สำเร็จ ใช้เวลาและพลังงานทั้งหมดของคุณในการไล่ล่าเป้าหมายที่คุณตั้งขึ้นเอง

20 mar-3
52.นอนให้เพียงพอ

“การใช้ชีวิตของคุณคือ ภาพสะท้อนของพฤติกรรมการนอนของคุณ และการนอนของคุณก็คือ ภาพสะท้อนของการใช้ชีวิตของคุณ”

– Dr. Rafael Pelayo-

มนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่ยอมที่จะไม่นอนแม้จะง่วง ถ้าคุณเป็นโลมาหรือสิงโต พอคุณเหนื่อยมากๆ คุณก็จะนอนพักผ่อนทันที แต่มนุษย์นั้นเลือกจะทำอย่างอื่นแทนที่จะนอน ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือทำอะไรก็ตามที่ไม่ใช่นอน

การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายมากมาย โฟกัสของคุณจะแย่ลง หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสีย และถ้าเกิดคุณนอนพักผ่อนไม่เพียงพอติดต่อกันไปนานๆ มันจะส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันของคุณ โรคเกี่ยวกับหัวใจ อารมณ์ทางเพศลดลง และเสี่ยงเป็นเบาหวาน

หลายๆ คนเลือกจะมานอนชดเชยวันเสาร์ อาทิตย์แทน แต่นั่นไม่ได้ช่วยเลย เพราะมันเป็นการบังคับให้ร่างกายต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการ jet lag แบบย่อมๆ ได้

 

 

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

อย่าหยิบข้อกังวลใจต่างๆ และปัญหาประจำวันขึ้นไปบนเตียงกับคุณ มันไม่มีประโยชน์ที่คุณจะหาเรื่องปวดหัวให้ตัวเองก่อนนอน เพราะมันแทบจะการันตีได้เลยว่า คุณจะไม่ได้รับการนอนที่ดีแน่นอน หน้าที่ของคุณคือ ทำให้แน่ใจว่า สมองของคุณปิดการทำงานอย่างน้อยๆ 1 ชั่วโมงก่อนเวลานอน คุณอาจอ่านหนังสือ หรือนั่งฟังเพลงอะไรก็ได้ในระหว่างนี้ แต่อย่าเพิ่มความเครียดให้กับตัวเอง

ระหว่างการนอน เพื่อให้แน่ใจว่า คุณจะได้หลับสนิทแบบไม่มีสิ่งรบกวน ปิดมือถือของคุณ และหาม่านป้องกันแสงถ้าคุณต้องใช้

และเมื่อถึงเวลาเช้า ตั้งนาฬิกาปลุกซักสองสามนาทีก่อนเวลาที่คุณจะต้องตื่นจริง เพื่อให้คุณได้ตื่นขึ้นแบบสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อน ใช้เวลาบิดขี้เกียจซักหน่อย และดื่มน้ำอย่างช้าๆ

20 mar-4
53.เลือกทางเดินของตัวเอง

การทำให้คนอื่นผิดหวังนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราทุกคนถูกรายล้อมด้วยผู้หวังดีมากมายที่จะคอยแนะนำเราว่า ทำอย่างนั้นสิ ทำอย่างนี้สิ แล้วจะดี

บางครั้งมันก็เป็นสิ่งที่ดีที่เราจะฟังคำแนะนำของคนอื่น แต่บ่อยครั้ง สิ่งที่เรามักจะเจอก็คือ คำแนะนำเหล่านั้นมักมาจากประสบการณ์หรือความชอบส่วนบุคคล โดยไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ของคุณอย่างถี่ถ้วน

บางคนอาจรู้สึกขุ่นเคืองใจเวลาที่คุณไม่ฟังคำแนะนำของพวกเขา แต่อย่าลืมว่า ถ้าคุณต้องการที่จะเป็นตัวของตัวเอง มันก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณจะต้องยอมไม่ฟังคนอื่นบ้างแม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ชอบเท่าไหร่ก็ตาม คนที่รักและแคร์คุณอย่างจริงใจจะไม่ปล่อยให้ตัวเองขุ่นเคืองใจกับคุณนานหรอก มันสำคัญที่คุณจะต้องยืนหยัดบนทางเลือกของคุณเอง คุยกับพวกเขาและโน้มน้าวให้เขาเข้าใจในเหตุผลของคุณ

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ความรู้สึกผิดเวลาที่คุณเลือกทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำแนะนำของคนรอบตัวคุณนั้นเป็นเรื่องที่ปกติ เราทุกคนชอบที่จะเอาใจคนอื่น ดังนั้น มันเป็นความรับผิดชอบของคุณที่จะต้องยืนหยัดบนทางเลือกของตัวเอง ลองเปิดใจคุยกับคนรอบข้างของคุณเพื่อให้เขาเข้าใจว่า ทำไมคุณเลือกในสิ่งที่คุณเลือก

และต่อให้สุดท้าย คุณเลือกทางที่ผิดและกลายเป็นว่า คำแนะนำของคนอื่นนั้นถูกต้อง คุณก็แค่ต้องบากหน้า ยอมรับในความผิดพลาดของตัวเอง แล้วก้าวเดินต่อไป

หลายคนในชีวิตของคุณ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม พวกนี้ก็จะจับผิดและมองเสมือนว่า คุณเป็นสิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดในโลกเสมอ ใช้เวลากับคนเหล่านี้ให้น้อยลง หรือไม่ก็เลิกเล่าให้คนพวกนี้ฟังถึงความฝันและเป้าหมายในชีวิตของตัวคุณเอง

20 mar-5
54.แสวงหาความเรียบง่าย

ทุกวันนี้เราทุกคนยุ่งเหลือเกิน มันดูเหมือนว่า ทุกคนยุ่งอยู่ตลอดเวลา และยิ่งปัจจุบัน ทุกคนต้องมีความเห็นในทุกๆ เรื่อง สมองของเราต้องแบกรับความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นมากมาย

ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า ชีวิตนั้นเรียบง่าย แต่เรานั่นแหล่ะทำให้มันยุ่งยาก

มันดูเหมือนเป็นเรื่องน่าอับอายที่จะทำตัวให้ว่าง และไม่ต้องหมุนตามทุกอย่างบนโลก…คนจึงเลือกจะยัดนู่นยัดนี่เข้าไปในตารางชีวิตให้มันดูแน่นขึ้น

ทำทุกอย่างให้เรียบง่ายเข้าไว้ ถึงแม้มันจะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม มันต้องใช้ความกล้าอย่างมากในการหาทางแก้ปัญหาที่เรียบง่าย และมันจะช่วยให้คุณจัดระเบียบในชีวิตตัวเองได้อย่างดี

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ไม่ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ก็ตามแต่ ถามตัวเองเสมอว่า “นี่เรากำลังทำวิธีที่ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมมากที่สุดที่เราสามารถทำได้หรือเปล่า?”

วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการจัดการความรับผิดชอบของคุณก็คือ คุณซื่อสัตย์อย่าง 100% และสัญญาจะทำเฉพาะสิ่งที่คุณจะทำอย่างแน่นอน ถ้าอะไรที่คุณไม่มั่นใจว่าจะทำหรือไม่? อย่าตอบตกลงเด็ดขาด นี่เป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาผิดสัญญา ความล่าช้าในการทำงาน และเรื่องปวดหัวต่างๆ

คิดอีกครั้งก่อนที่คุณจะเพิ่มหน้าที่ใหม่ๆ ให้ตัวเอง หรือซื้อของใหม่เข้าบ้าน  และตกลงกับตัวเองว่า จะขจัดของเก่าทิ้งไปเสียก่อนที่ของใหม่จะมา ตั้งเป้าหมายในการสร้าง “ที่ว่าง” ขึ้นมา และทำให้ที่นี้ว่างจริงๆ

20 mar-6
55.ทำมันซะตั้งแต่วันนี้

“ชีวิตเราอยู่บนเส้นด้าย…ถ้าคุณอยากจะทำอะไรซักอย่าง ทำมันซะตั้งแต่ตอนนี้ เพราะพรุ่งนั้นสายเกินไปแล้ว” – Pete Goss-

ไม่มีอะไรจะฆ่าความสำเร็จของคุณไปได้มากกว่า การผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องใดของชีวิตก็ตามแต่

ถ้าคุณไม่ให้เวลาในการทำสิ่งที่คุณต้องทำในวันนี้ สุดท้ายแล้วในวันหน้าคุณก็ต้องกลับมาทำอยู่ดี และในตอนนั้น คุณอาจมีหน้าที่สำคัญอย่างอื่นที่ต้องทำไปด้วย ซึ่งมีแต่จะทำให้ทุกอย่างมันยุ่งยากขึ้นในอนาคต

  • การบ่ายเบี่ยงการพูดคุยอย่างเปิดใจ อาจเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์ของคุณได้…คุณผัดวันประกันพรุ่งเพราะคุณกลัวที่จะขอโทษหรือยอมรับในเรื่องที่คุณทำผิดมาหรือเปล่า?
  • แม้การตัดสินใจง่ายๆ อย่างเช่นการไปออกกำลังกายในวันนี้ แม้ว่าจะดูเหมือนไม่มีผลเสียมากเท่าไหร่นัก แต่อะไรจะทำให้คุณมั่นใจว่า ในวันพรุ่งนี้คุณจะไม่เลื่อนมันออกไปอีกรอบ?

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

อะไรคือเหตุผลที่คุณใช้สำหรับการไม่เริ่มทำอะไรในวันนี้? ตอบตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

  • เพราะคุณขี้เกียจหรือเปล่า? หรือคุณเป็นคนประเภทที่ต้องรอให้ไฟลนก้นก่อนถึงจะเริ่มทำได้?
  • หรือเพราะหน้าที่เหล่านั้นมันไม่ได้น่าสนใจสำหรับคุณ คุณจึงไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเอง?
  • เพราะคุณไม่รู้ว่า จะทำอย่างไร หรือจะเริ่มตรงไหนหรือเปล่า?
  • คุณกลัวว่า คุณจะทำไม่สำเร็จ และจะเสียหน้าทีหลัง?

เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ

  • บังคับให้ตัวเองทำอะไรซักอย่างที่คุณเลื่อนมาตลอด
  • ตัดแบ่งหน้าที่เหล่านี้ให้กลายเป็นชิ้นเล็กๆ ที่บริหารได้ง่ายขึ้น…งานที่ยิ่งใหญ่นั้น มาจากหน้าที่เล็กๆมากมายที่รวมกัน
  • ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า วันนี้คุณจะสามารถทำงานเล็กๆ ให้สำเร็จได้กี่งาน
  • ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองในทุกๆ วัน ด้วยการวางแผน
  • เริ่มทำมันซะ!

และเมื่อใดที่คุณเกิดความไม่มั่นใจและสงสัยในตัวเอง ไม่ว่าคุณจะผลัดวันประกันพรุ่งด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ถามตัวเองว่า อะไรแย่กว่ากันระหว่าง:

  1. เผชิญหน้ากับความกลัว ความประหม่า และความเครียดของคุณ แล้วเริ่มทำหน้าที่ของคุณซะตั้งแต่ตอนนี้
    หรือ
  2. ยอมบกพร่องในหน้าที่ แล้วให้มันส่งผลเวลาที่คนอื่นมองมาที่ความน่าเชื่อถือของคุณ

หรือพูดอย่างง่ายๆ ก็คือ มันคุ้มไหมที่จะบ่ายเบี่ยงสิ่งที่คุณสามารถทำได้ในตอนนี้ แล้วเลื่อนมันไปทำในวันอื่น? และถ้าคุณตอบคำถามนี้ไม่ได้…ทำซะตั้งแต่ตอนนี้

20 mar-7
56.ตามหาประสบการณ์ ไม่ใช่สิ่งของ

“ซื้อประสบการณ์ ไม่ใช่สิ่งของ การซื้อประสบการณ์นั้นให้ความสุขมากกว่าการซื้อสิ่งของ สิ่งของนั้นเดี๋ยวก็พังและเดี๋ยวก็ตกรุ่น แต่ประสบการณ์นั้นหอมหวานขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่คุณพูดถึงมัน”

– Jean Chatzky –

คุณจำอะไรได้ดีกว่ากันระหว่างการไปทริปในฝันกับการซื้อของที่คุณอยากได้? เราคิดว่า ความทรงจำของการไปทริปในฝันของคุณน่าจะชัดเจนกว่าจริงไหมครับ?

การออกไปเที่ยว ไปชมพิพิธภัณฑ์ หรือไปเข้าคลาสเรียนสิ่งที่คุณสนใจนั้น มีอิทธิพลในเชิงบวกอย่างมากต่อ ความพึงพอใจ ความสุข และความเป็นอยู่ที่ดีของคุณ แม้กระทั่งประสบการณ์แย่ๆ อย่างเช่น การลืมกระเป๋าเดินทางตอนไปเที่ยว หรือตอนที่คุณไม่สบายตอนอยู่ต่างประเทศ ก็ยังกลายเป็นความทรงจำที่ดีได้เมื่อคุณมองย้อนกลับไป

การซื้อสิ่งของนั้นอาจทำให้คุณตื่นเต้นได้แบบชั่วคราว แต่เมื่อของชิ้นนั้นพัง หรือตกรุ่นไปแล้ว เราจะยังแฮปปี้กับมันอยู่อีกหรือเปล่า?

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

มองหาประสบการณ์ที่แตกต่าง หลักๆ แล้วมันมีประสบการณ์ 2 แบบ:

  1. สิ่งที่คุณมีส่วนร่วมด้วยโดยตรง เช่น ทำงานช่วยสังคม เล่นกีฬา ออกไปปีนเขา หรือไปเรียนทำอาหาร เป็นต้น
  2. สิ่งที่คุณดู อย่างเช่นไปดูละครเวที ดูการแข่งขันกีฬา

พยายามให้ตัวเองได้รับประสบการณ์ทั้ง 2 แบบ อย่าให้ตัวเงินเป็นสิ่งที่หยุดยั้งคุณจากการออกไปหาประสบการณ์ให้กับตัวเอง คุณอาจไปดูนิทรรศการหรือไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ตามเมืองต่างๆ ได้อย่างง่ายๆ และไม่แพงมากนัก

และสำหรับการไปเที่ยวครั้งหน้า ทำไมคุณไม่ลองทำอะไรที่มันจะมีความหมายกับคุณมากมากดูหละ? คุณอาจไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้คนในต่างประเทศ หรือสอนภาษาดูก็ได้

อย่าลืมที่จะวางมือถือของคุณลงด้วย ครั้งหน้าที่คุณกำลังอยู่บนยอดเขา หยุดและใช้เวลาของคุณอยู่บนยอดเขา ถ่ายรูปแค่สองสามรูปก็พอแล้ว แล้วเก็บมือถือของคุณเข้ากระเป๋า เอ็นจอยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคุณผ่านดวงตาของคุณเอง

20 mar-8
57.เขียนเป้าหมายของคุณออกมาอย่างชัดเจน

“ถ้าคุณมีเป้าหมาย เขียนมันออกมา…ถ้าคุณไม่เขียนมันออกมา นั่นแปลว่า คุณไม่ได้มีเป้าหมาย คุณมีแค่คำอธิษฐาน”

– Steve Maraboli –

ครั้งสุดท้ายที่คุณเขียนเป้าหมายของคุณออกมาอย่างชัดเจน รวมไปถึงแผนการทั้งหมดที่พร้อมเปลี่ยนเป้าหมายที่ดูเพ้อฝันให้กลายเป็นลิสต์ของสิ่งที่คุณสามารถทำได้คือเมื่อไหร่? การเขียนเป้าหมายของคุณออกมานั้นสามารถเพิ่มโอกาสที่คุณจะทำมันสำเร็จได้มากถึง 42% อ้างอิงจากผลการค้นคว้าของ Dominican University, California

มันไม่พอที่คุณแค่จะเขียนอะไรความฝันคุณออกมาแล้วบอกว่า นี่แหล่ะคือเป้าหมาย! การลงรายละเอียดจะสามารถช่วยคุณได้ในหลายๆ ด้าน

  • อย่างแรกคือ มันจะบังคับให้คุณเคลียร์มากๆ ว่า คุณต้องการจะทำอะไร
  • มันจะทำให้เป้าหมายของคุณง่ายขึ้นต่อการจดจำ
  • มันทำให้คุณสามารถวางแผนได้ว่า คุณจะต้องทำอะไรบ้าง? ซึ่งจะสร้างแรงกระตุ้นให้คุณออกไปทำงานเพื่อไปถึงจุดนั้นในทุกๆ วัน

การเขียนออกมาว่า คุณต้องการจะเป็นนักบัญชีมืออาชีพภายใน 18 เดือน โดยจะไปสอบข้อสอบให้ผ่านทั้งหมดเพื่อให้ได้ใบรับรอง และจะขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้า ภายในเวลา 3 ปี ฟังดูน่าตื่นเต้นกว่า แค่พูดว่า ฉันฝันอยากเป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชีซักวัน จริงไหม?

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

เก็บสมุดโน้ตไว้ข้างตัวคุณซักเล่มสำหรับใช้เขียนเป้าหมายของคุณลงไป เริ่มซะตั้งแต่วันนี้ เป้าหมายของคุณอาจเริ่มจากสิ่งที่ดูเหมือนความฝันเพ้อเจ้อ อย่างเช่น “ฉันอยากมีบ้านหลังใหญ่ๆ” หรือ “ฉันอยากจะเกษียณก่อนกำหนด” ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่โอเค เพราะนี่เป็นแค่ดราฟท์แรกของเราเท่านั้น หลังจากนั้นให้คุณใส่รายละเอียดเข้าไปโดยถามตัวเองเพิ่มเติมว่าเป้าหมายของคุณนั้น..

  • ชัดเจนและละเอียดพอไหม?
  • สามารถวัดได้ไหมว่า คุณทำสำเร็จหรือยัง?
  • เป็นไปได้ไหมหรือเป็นฝันลมลมแล้งแล้ง? ถ้าเป็นไปไม่ได้ จะทำอย่างไรให้เป็นไปได้?
  • มันเกี่ยวเชื่อมโยงกับชีวิตของคุณหรือไม่?
  • ใช้เวลานานเท่าไหร่?

คนส่วนใหญ่จะไม่มีระบบความคิดที่ดีพอที่จะ ตั้งเป้าหมายอย่างชาญฉลาด…คุณแปลกใจหรือที่คนส่วนมากไม่ประสบความสำเร็จ?

เก็บกระดาษที่คุณเขียนเป้าหมายของคุณลงไปไว้ให้ดี ให้คุณสามารถมองย้อนกลับมาดูได้เสมอ อย่าลืมว่า คุณสามารถที่จะอัพเดทมัน เปลี่ยนแปลงมันได้ เมื่อเวลาผ่านไป แต่มันสำคัญที่คุณจะกลับไปศึกษามันด้วยเช่นกัน คุณอาจแปลกใจที่ได้เรียนรู้ว่า เป้าหมายสุดสำคัญที่คุณเขียนในอดีต อาจไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณมากมายในวันนี้

การสร้างเป้าหมายร่วมกันกับคนรัก หรือครอบครัวของคุณก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน เพราะพวกคุณสามารถช่วยกันไปสู่ความสำเร็จด้วยกัน คุณสามารถเขียนแผนของคุณและนำมาแบ่งบันกับคนรอบตัวของคุณดูได้ แต่คุณอาจอยากแบ่งมันเฉพาะกับคนที่คุณรู้ว่า จะเป็นกำลังใจให้คุณ และจะส่งเสริมในการตัดสินใจของคุณเท่านั้น

20 mar-9
58.อ่านหนังสืออย่างจริงจัง

“ชีวิตของผมนั้นถูกพาไปยังดินแดนลึกลับที่เต็มไปด้วยขุมทรัพย์มากมาย – ทั้งหมดมาจากเพียงตัวอักษรบนหน้ากระดาษ…หนังสือหนึ่งเล่มอาจมี 560 หน้า  แต่เพียงแค่ 3 หน้ากระดาษก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้อ่านได้”

– Emoke B’Racz-

มันยากที่จะนึกถึงคนที่ประสบความสำเร็จโดยไม่อ่านหนังสือ การอ่านช่วยเปิดมุมมองของคุณให้กว้างขึ้น และทำให้คุณซาบซึ้งกับชีวิตมากขึ้น

มันแทบจะไม่สำคัญเลยว่า คุณจะชอบอ่านอะไร? อาจเป็นนิยายหรือนวนิยายก็ได้ จะเป็นอ่านหนังสือเรื่องยาวๆ หรืออ่านบทความบนเว็บ หนังสือพิมพ์ หรือแมกกาซีน ก็ได้ ตราบใดที่การอ่านนั้นทำให้คุณได้คิด ได้พบกับข้อมูลและความรู้ที่คุณไม่รู้มาก่อน หรือได้เจอกับสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณ เพราะสิ่งเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่คุณสามารถนำกลับมาเป็นมุมมองใหม่ในชีวิตของคุณได้

การหาความรู้เพิ่มเติมในสายงานของคุณเองนั้นก็จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจเรื่องดังกล่าวได้อย่างลึกซึ้งและถ่องแท้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สรุปก็คือ การอ่านนั้นช่วยให้คุณเข้าใจในเรื่องต่างๆ ได้ลึกมากขึ้น

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

อย่าอ่านหนังสือแค่ผ่านๆ สักแต่ว่าอ่านให้จบ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือหรือแมกกาซีน ตั้งใจอ่านมันให้จบ ให้เวลาสมองของคุณได้ประมวลผลและพิเคราะห์สิ่งที่คุณเพิ่งอ่านไป

อย่าเลือกซื้อแต่หนังสือที่อยู่บนชั้นหนังสือขายดีเพียงอย่างเดียว ถ้าคุณอ่านแต่หนังสือที่คนอื่นอ่าน คุณก็จะคิดได้แค่สิ่งที่คนอื่นคิด เลือกหาหนังสือที่เข้ากับ นิสัย ความสนใจ และความลุ่มหลงของคุณ

ลองเข้าไปร่วมกับชมรมนักอ่านหนังสือ เพื่อที่ว่า คุณจะได้มีเพื่อนที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน

และสุดท้าย ถ้าหลังจากที่คุณอ่านหนังสือไปแล้ว และรู้สึกว่า คุณเองก็มีไอเดียในเรื่องต่างๆ เช่นกัน ทำไมไม่ลองเขียนหนังสือดูบ้างหล่ะ? เปลี่ยนไอเดียของคุณให้กลายเป็น blog บนอินเตอร์เน็ท หรือลองพยายามเป็นนักเขียนมืออาชีพไปเลย แล้วคุณจะรู้ว่า การได้เขียนหนังสือออกมาซักเล่ม คุณอาจค้นพบว่า การได้ตีพิมพ์ถือเป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงเชียว

20 mar-10
59.หน้าหนาเข้าไว้

“อย่าคิดว่า ทุกเรื่องเกี่ยวกับคุณไปหมด ไม่มีการกระทำของใครที่เขาทำเพราะคุณ ทุกการกระทำของพวกเขานั้น เปรียบเสมือนภาพที่สะท้อนถึงชีวิตจริงของพวกเขาและความฝันของพวกเขา…ถ้าคุณมีภูมิต้านทานต่อความคิดเห็นและการกระทำของผู้อื่น คุณก็จะไม่ต้องมานั่งปวดหัวไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

– Don Miguel Ruiz-

ถ้าคุณเป็นคนขุ่นเคืองง่าย คุณจะมีปัญหามากๆ ในการประสบความสำเร็จแน่นอน ความจริงก็คือ คุณจะต้องหน้าหนาหน้าทนไว้ซักหน่อย เพราะการกระทำหรือคำพูดของคนรอบตัวคุณนั้น อาจทำให้คุณเสียใจได้เสมอ ไม่ว่าพวกเขาจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจให้มันเป็นอย่างนั้นก็ตาม มันอาจเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างเช่น เพื่อนคุณลืมชวนคุณมางานปาร์ตี้ หรือมีคนทักคุณว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่า?

ถ้าคุณมัวแต่ติดใจคิดแค้นต่อการกระทำของคนอื่น คุณจะทะเลาะกับทุกคนจนไม่เหลือใครให้คบ จำไว้ว่า ไม่ว่าพวกเขาจะพูดหรือจะทำอะไร? มันเป็นภาพสะท้อนของชีวิตพวกเขามากกว่าจะเป็นเรื่องของคุณ

ถ้าคนเรามีความสุขกับตัวเองอยู่แล้ว สิ่งนี้ก็มักจะถูกแสดงออกมาผ่านคำพูดและการกระทำของเรา เช่นกัน หากใครกำลังโกรธหรือรู้สึกขื่นขมกับชีวิตของตัวเอง เขาก็อาจจะแสดงความขื่นขมนั้นออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนใกล้ตัว

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่มีคนมาพูดไม่ดีกับคุณ แทนที่คุณจะไปคิดเคียดแค้น ก็เปลี่ยนเป็นสงสารพวกเขาแทนดีกว่า

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ถ้ามีใครซักคนทำให้คุณโกรธ ไม่ว่าพวกเขาจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม พยายามเก็บอาการของคุณไว้ สิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้คือ คุณจะตอบสนองต่อมันอย่างไร? และสิ่งที่คุณควรจะทำก็คือ นับหนึ่งถึงสิบ ยิ้ม และเดินจากออกมา สงบนิ่งเอาไว้และให้มันผ่านคุณไป แน่นอนคุณจำได้เสมอว่า เขาทำอะไรไว้ คุณแค่ไม่จำเป็นต้องแสดงออกมา

แต่ในบางครั้งคุณก็ต้องยืนหยัดขึ้นเช่นกัน อย่างเช่นถ้าเขากำลังพูดจาไม่ดีถึงครอบครัวของคุณ หรือเพื่อนร่วมงานของคุณ คุณสามารถแสดงออกได้ แต่อย่าลืมทำอย่างเป็นผู้ใหญ่และเก็บกลั้นอารมณ์ของคุณให้ได้

และถ้ามันเกิดขึ้นบ่อยเกินไป มันก็เป็นทางเลือกของคุณในการจะเดินหนีออกมาจากคนที่ทำผิดซ้ำๆ

20 mar-11
60.เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น

“คุณคงยินดีจะสละชีวิตให้กับลูกของคุณ หรือแบ่งขนมปังชิ้นสุดท้ายให้กับพวกเขา แต่สำหรับผม ชีวิตคือการที่เรานำเอาความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่เรามีให้กับครอบครัวของเรา แล้วกระจายมันออกไปให้ญาติคนอื่นๆ ให้เพื่อนบ้าน  ให้คนในหมู่บ้าน และกระจายออกไปเรื่อยๆ”

– Tom Stoppard-

การเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้น ไม่ใช่แค่การแบ่งเศษเหรียญให้กับขอทาน…แต่มันคือ การที่คุณหยุดเพื่อจะใช้เวลาพูดคุยกับพวกเขา ถามไถ่ความเป็นมาสารทุกข์สุกดิบ ซื้ออาหารให้เขาทานประทังหิว หรือเสนอความช่วยเหลือให้เขาในรูปแบบอื่นๆ…การเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้นหมายถึงคุณพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่คิดถึงตัวเอง

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเงินและเวลาอย่างเดียวเสมอไป การที่คุณพูดขอบคุณให้กับคนที่ช่วยเหลือคุณ หรือเขียนรีวิวดีๆ ให้กับร้านอาหารที่คุณชอบลงในอินเตอร์เน็ท โดยเฉพาะเมื่อคุณไม่จำเป็นต้องทำมันก็ได้ สิ่งเหล่านี้คือความมีน้ำใจที่แท้จริง

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

เริ่มจากสิ่งเล็กๆ หาสิ่งที่คุณสามารถทำได้ ที่ยิ่งจะดูมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นเนื่องจากไม่มีใครคาดหวัง

  • ลุกให้ผู้อื่นนั่งบนรถไฟ
  • พาแฟนไปเที่ยวทริปเซอร์ไพรส์
  • ช่วยเพื่อนบ้านเลี้ยงหมาตอนเขาไปเที่ยว
  • จัดงานวันเกิดเล็กๆ ให้เพื่อนของคุณ

และเมื่อคุณพบเห็นว่า คนอื่นกำลังแสดงความมีน้ำใจให้กับคุณ อย่าลืมที่จะกล่าวคำขอบคุณกับพวกเขาเสมอ คุณอาจใช้ social media เป็นเครื่องมือในการช่วยขอบคุณก็ได้ เช่น คุณอาจโพสต์ว่า “วันนี้เห็นเจ้าของกาแฟ นำเอากาแฟและขนมมาแจกให้กับขอทานแบบฟรีๆ ช่างมีน้ำใจเหลือเกิน!” เราอยากท้าให้คุณเริ่มเทรนด์การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ตั้งแต่วันนี้

 

อย่าลืมนำไปลองทำดูกันนะ

พบกันใหม่กับตอนที่ 7 61-70 เร็วๆ นี้

Related Post :
Share It!