100 สิ่งที่คนประสบความสำเร็จเขาทำกัน

ตอนที่ 7 61-70

 

Be The Victor  ขอนำเสนอไอเดียที่จะพาคุณเข้าใกล้เป้าหมายของความสำเร็จ ตอนที่ 7  61-70

2-2
61.กินของที่มีประโยชน์

“วิธีเดียวที่จะรักษาสุขภาพให้ดี คือกินของที่คุณไม่อยากจะกิน ดื่มสิ่งที่คุณไม่ชอบ และทำในสิ่งที่คุณไม่อยากจะทำ”

– Mark Twain-

รอบๆ ตัวเรา เรามักจะเห็นคนที่มีปัญหาจากการกินเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน กินอาหารผิดปกติ เบาหวาน และโรคร้ายอื่นๆ เต็มไปหมด มันยากที่คุณจะมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ หากคุณมีเบาหวาน โรคหัวใจ หรือมะเร็งลำไส้คอยก่อกวนอยู่

มันยากเหลือเกินที่เราจะรู้ว่า อะไรดีอะไรไม่ดี? มีผลวิจัยใหม่ๆ ออกมาทุกอาทิตย์ จนตอนนี้เราไม่รู้แล้วว่า สรุปดื่มกาแฟ หรือ ไวน์แดงมันดีหรือไม่ดีต่อสุขภาพกันแน่?

ความจริงก็คือ ต่อให้ตอนนี้คุณยังไม่เห็น แต่ในที่สุดแล้ว คุณก็จะได้รับผลจากสิ่งที่เรากินเข้าไปตอนเรายังหนุ่มยังสาวอย่างแน่นอน ถ้าคุณเอาแต่กินน้ำอัดลม fast food และของที่ไม่มีประโยชน์ทั้งหลาย

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

เดินทางสายกลางเสมอ เมื่อมาถึงเรื่องอาหารการกิน เราเข้าใจดีว่า การให้กินอาหารที่มีประโยชน์ทุกมื้อนั้นอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ดังนั้น คุณสามารถควบคุมพฤติกรรมการกินของตัวเองได้ ถ้าเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์เวลาที่คุณทานอาหารที่บ้านที่คุณสามารถควบคุมได้เอง

และไม่ว่าคุณจะกินอะไร ขอให้กินมันอย่างพอดี หลีกเลี่ยงการกินอะไรอย่างเดียวซ้ำๆ

คุณสามารถฝึกตัวเองให้มีพฤติกรรมการกินที่ดีได้ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น

  • ดื่มน้ำทันทีที่คุณตื่นนอน
  • ทานข้าวเช้าทุกวัน
  • กินผลไม้ หรือถั่ว แทนขนมขบเคี้ยวอื่นๆ
  • ไม่เติมน้ำตาลใส่ในชาหรือกาแฟ
  • กินข้าวจานเดียว
  • กินอาหารเย็นให้เร็วขึ้น เพื่อให้ร่างกายมีเวลาย่อยอาหารก่อนเรานอน
  • ลดนิสัยที่ไม่ดีในการกินของตัวเอง อย่างเช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

กินเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนมให้น้อยลง

3-2
62.สร้างความปรองดอง

“ถ้าชีวิตไม่ได้เกี่ยวกับการที่มนุษย์อยู่ร่วมโลกกันอย่างสงบสุข ผมก็ไม่รู้แล้วว่ามันเกี่ยวกับอะไร”

– Orlando Bloom –

ในชีวิตของคุณนั้น คุณจะต้องมีความสงบสุขอยู่ในตัวเอง ความสงบสุขต่อคนรอบข้าง  และความสงบสุขต่อโลก

เมื่อคุณมีความสงบสุขอยู่ในตัวเอง 4 สิ่งนี้จะไปในทางเดียวกัน ได้แก่ สิ่งที่คุณทำ  สิ่งที่คุณคิด  สิ่งที่คุณพูด  และสิ่งที่คุณรู้สึก ซึ่งถ้าทุกสิ่งกลมเกลียวกัน คุณก็จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความเครียด หรือหงุดหงิด

การมีความสงบสุขต่อคนรอบข้าง หมายถึง การที่คุณเป็นคนตรงไปตรงมา รักษาคำพูด มีน้ำใจต่อผู้อื่น ซื่อสัตย์สุจริต

การมีความสงบสุขต่อโลก เช่น คุณเป็นคนใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ หรือทำงานเพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้คุณได้ช่วยเหลือผู้อื่น

มันยากที่จะหาความสงบสุขให้กับสิ่งของ และคนที่รายล้อมคุณหากคุณยังหาความสงบสุขให้กับตัวคุณเองไม่เจอ

“ผู้ใดมีชีวิตอยู่ในความสงบสุขกับตัวเอง ผู้นั้นมีชิตที่อยู่ในความสงบสุขกับจักรวาล” – Marcus Aurelius-

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

คำแนะนำของเรานั้นเรียบง่าย ทุกสิ่งที่คุณพูด คิด รู้สึก และทำ ควรจะไปในทิศทางเดียวกัน

  • ถ้าคุณอยากลดน้ำหนัก ก็ควบคุมอาหารแล้วออกไปออกกำลังกาย
  • ถ้าคุณสัญญาไว้ว่า จะช่วยใคร ก็จงทำอย่างนั้น
  • ถ้าคุณรู้สึกเศร้าและหดหู่ หยุดแสร้งว่าตัวเองสบายดี
  • ถ้าคุณไม่ได้คิดจะเลิกบุหรี่ ก็อย่าทำเป็นเหมือนว่า คุณพยายามจะเลิก เพราะสุดท้ายมันก็ไม่เวิร์คอยู่ดีถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจจริง

มันยากเสมอ ที่คุณจะพูดในสิ่งที่คิดออกมา และมันอาจทำให้บางคนรอบตัวคุณไม่พอใจ แต่ในระยะยาวแล้ว มันดีกว่าที่คุณจะเป็นคนเปิดเผยและตรงไปตรงมา ถ้าคุณทำในสิ่งนี้ได้ คุณก็จะเปิดตัวเองให้กับความสัมพันธ์ใหม่ๆ กับผู้คนที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา

4-2
63.กลับบ้านตรงเวลา

“คนที่ทำงานหนักกับคนที่ทำงานฉลาด มีมาตรวัดความสำเร็จที่แตกต่างกัน”

– Jacob Morgan-

คุณเป็นหนึ่งในคนที่กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ เพราะว่า ต้องทำงานหนักหรือเปล่า? คุณจะสามารถกลับมาทานข้าวเย็นที่บ้านได้อย่างไร เมื่อมีงานตั้งกองเบ้อเร่อ?

ถ้าคุณพบว่า ตัวเองมีงานหนักล้นมือ คุณก็มีทางเลือก 2 ทาง

  1. เลื่อนมันออกไป กระจายมันไปให้คนอื่น  หรือไม่ก็ไม่ทำมันซะเลย
  2. ใช้เวลาทำงานเพิ่ม

บางทีคุณยังต้องเจอกับความกดดันจากเพื่อนร่วมบริษัท ทำให้คุณต้องทำงานล่วงเวลา แค่เพราะคุณไม่อยากจะเป็นคนแรกที่เก็บกระเป๋ากลับบ้าน

ให้ดีที่สุดคือ การที่คุณพยายามทำงานของคุณให้เสร็จในเวลางานปกติ และทำให้การทำงานล่วงเวลาเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน นี่เป็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้จริง

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

เคล็ดลับคือ ทำงานอย่างชาญฉลาด ซึ่งไม่ได้หมายถึงทำงานให้เร็วขึ้นเป็น 2 เท่า แต่หมายถึงทำในสิ่งที่คุณต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพและใช้หัวคิด

  • สื่อสารกับคนอื่นว่า คุณต้องการที่จะทำอะไร? ถ้าคุณอยากกลับบ้านตอน 5โมงครึ่ง พูดกับทีมของคุณให้ทุกคนมุ่งมั่นทำงานให้เสร็จก่อนเวลานั้น
  • วางแผนทุกวันของคุณให้ดีว่า วันนี้คุณจะต้องทำอะไรบ้าง? ทำอย่างไร? และมีใครมีหน้าที่บ้าง?
  • อย่ากลัวที่จะไม่รับงานเพิ่มหรือปฏิเสธงานที่ไม่ได้สำคัญมาก เพื่อโฟกัสในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่
  • หยุดผลัดวันประกันพรุ่ง หรือเสียเวลาไปกับการทำงานเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญ
  • จินตนาการว่า หากคุณเป็นคนที่ขี้เกียจที่สุดในโลก คุณจะทำงานของคุณอย่างไร? คนขี้เกียจมีความเจ๋งอยู่ในตัวเอง เพราะคนเหล่านี้จะหาวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำงาน
  • ทิ้งงานของคุณให้อยู่ที่ออฟฟิศ นั่นรวมถึงเรื่องน่าปวดหัว ความกดดัน และความกังวลทุกอย่างด้วย

5-2
64.ทำงานให้นานที่สุดเท่าที่คุณจะสามารถทำได้

“มันดูเหมือนว่า ครึ่งชีวิตหลังของคนเรา ไม่มีอะไรเลยนอกจากนิสัยที่คุณได้เรียนรู้มาจากครึ่งแรก”

– Fyodor Dostoyevsky-

การเกษียณฆ่าคุณได้! ถ้าคุณหมดพลังงานทั้งหมดไปกับการทำงาน และหวังว่า จะได้พบกับสิ่งที่สวยงามหลังวันเกษียณ ระวังวันนั้นจะสายไป คุณควรจะโฟกัสไปกับการมีชีวิตที่แฮปปี้และรักษาสุขภาพไปด้วย เพื่อที่คุณจะได้อยู่ดื่มด่ำกับความสุขหลังเกษียณ

เราลองสอบถามคำแนะนำจากคนที่เกษียณไปแล้ว ว่า ทำอย่างไรคนรุ่นใหม่ถึงจะมีชีวิตหลังเกษียณที่ดีได้ และคำตอบที่ได้ก็มักจะประมาณนี้

  • กินดื่มอย่างรักษาสุขภาพ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ออกไปท่องเที่ยวให้มากขึ้น อย่ารอจนแก่ตัวแล้วค่อยเริ่มออกไปดูโลก
  • อย่ารีบร้อนเกษียณ ปล่อยให้มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ คุณอาจลองทำด้วยการลองหางานพาร์ตไทม์ ทำแทนที่จะหยุดทำงานไปเลยดื้อๆ

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตัวเองให้พร้อมสำหรับวัยเกษียณ อย่าปรับตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อคุณเลิกทำงาน

ลองหาเวลา แกล้งทำเป็นว่า คุณเกษียณแล้วดู

  • หยุดเครียด และผ่อนคลาย
  • ไม่บ่นว่ายุ่งเกินไป หรือว่างจนไม่มีอะไรทำ
  • พึงพอใจกับทุกสิ่งที่คุณมี
  • หาเวลาว่างสำหรับงานอดิเรก

6-2
65.มีภาษากายที่ดี

“ภาษากายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง เรามีภาษากายก่อนที่เราจะรู้วิธีพูด 80% ของสิ่งที่คุณได้รับจากการสนทนามาจากการแสดงออกทางร่างกาย ไม่ใช่คำพูด”

– Deborah Bull-

ไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ ภาษากายของคุณอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา คอยสื่อสารกับคนอื่นโดยแม้ในเวลาที่คุณไม่รู้ตัว

ถ้าคุณอยากที่จะประสบความสำเร็จ คุณจะต้องมีความสามารถในการเข้ากับผู้อื่นได้ดี และนั่นหมายถึง คุณสามารถที่จะควบคุม สิ่งที่ภาษากายของคุณสื่อสารออกไป รวมถึงเข้าใจภาษากายที่คนอื่นสื่อสารกับคุณด้วยเช่นกัน คุณจะต้องใช้เวลาในการทำงานเพื่อสร้างภาษากายที่จะพาคุณไปสู่ความสำเร็จ

ถ้าคุณต้องการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในตัวผู้อื่น ภาษากายจะต้องไปในทางเดียวกันกับสิ่งที่คุณพูด ถ้าคุณนั่งกอดอกและหลีกเลี่ยงการสบตา ภาษากายของคุณนั้นจะไปคนละทิศทางกับสิ่งที่คุณกำลังพูด แม้ว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้รู้ตัว จิตใต้สำนึกของเขาจะสามารถสัมผัสได้ถึงความแตกแยกของสิ่งที่คุณพยายามจะสื่อสาร

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ความประทับใจแรกนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คุณจะต้องบริหารภาษากายของคุณให้ดีโดยเฉพาะเวลาที่คุณเพิ่งพบใครเป็นครั้งแรก

เคล็ดลับคือ คุณจะต้องแสดงออกถึงความมั่นใจในตัวเองและความน่าไว้วางใจ

  • ยิ้มแย้มเสมอ สบตา และจับมืออย่างมั่นใจ
  • ยืนและนั่งตัวตรง ถ้าคุณกำลังนั่งอยู่ อย่านั่งสั่นขาหรือขยุกขยิกจนเกินไป
  • แต่งตัวให้เหมาะสมตามกาลเทศะและสถานที่ ถ้าเกิดคุณไม่มั่นใจ แต่งตัวให้เป็นทางการเอาไว้ก่อนเสมอ

ขณะเดียวกัน มันยากที่เราจะรู้ว่า ภาษากายของเรานั้นกำลังบอกอะไรกับผู้อื่น ดังนั้นหากคุณไม่รู้ตัวจริงๆ ลองถามคนใกล้ตัวของคุณดู มันดีซะกว่าถ้าคุณจะยอมฟังความจริงที่โหดร้ายจากคนใกล้ตัวคุณ ดีกว่าต้องไปพลาดตอนที่คุณกำลังสัมภาษณ์งาน หรือกำลังออกเดทครั้งแรก

7-2
66.เลือกคบเพื่อนที่ดี

“ในชีวิตเรานั้น คุณจะพบว่า มันมีเหตุผลที่เราได้พบเจอคนเสมอ คนบางคนจะเข้ามาทดสอบคุณ บางคนจะมาหลอกใช้คุณ และบางคนจะเข้ามาเป็นบทเรียนให้กับคุณ แต่ที่สำคัญที่สุด…บางคนจะนำเอาสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากตัวคุณ”

– Anonymous-

คุณมีเพื่อนแท้ได้แค่ไม่กี่คน และคนที่คุณเลือกนั้นจะส่งผลต่อคุณอย่างมากมาย ทั้งดีและไม่ดี เพื่อนของคุณนั้นสามารถส่งเสริมให้คุณเก่งขึ้น แต่ก็สามารถทำให้คุณอ่อนแอลงเช่นกัน ถ้าคุณใช้เวลากับพวกเขาไปนานนาน คุณจะเริ่มรับเอานิสัยของพวกเขามาด้วย

หากเพื่อนของคุณเป็นคนที่จิตใจแน่วแน่ มันก็จะช่วยให้คุณจิตใจแข็งแกร่งไปด้วย แต่ถ้าเพื่อนของคุณเป็นคนเหลวไหล มันก็มีโอกาสที่คุณจะถูกลากลงไปด้วย

ถ้าจะให้ดี คุณควรหาเพื่อนที่นำเอาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวคุณออกมา ช่วยให้คุณเติบโตขึ้น และจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

เราเชื่อว่าทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณนั้น เข้ามาด้วยเหตุผล แม้บางครั้งคุณจะไม่รู้ถึงเหตุผลของมันก็ตาม คุณควรทำตัวให้พร้อมเสมอสำหรับการเสียเพื่อนและคนรู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่

  • จิตใจคับแคบ นิสัยไม่ดี
  • ขี้อิจฉา และมักจะพูดให้คุณดูแย่
  • เห็นแก่ตัว และคิดถึงแต่ตัวเอง
  • เป็นในสิ่งที่คุณไม่ชอบ หรือมีมุมมองต่อโลกที่ขัดแย้งกับคุณ

คุณไม่จำเป็นจะต้องมีเหตุผลสำหรับการออกห่างจากคนเหล่านี้ คุณอาจลองคุยกับพวกเขาดูได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ยากที่เราจะเปลี่ยนใครซักคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเรามักจะเพิกเฉยหรือมองไม่เห็นข้อด้อยและจุดอ่อนของตัวเอง คุณจะต้องเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเองว่า จะตัดใครออกจากชีวิต ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

มันยากเสมอที่จะเห็นใครบางคนออกจากชีวิต แต่ในชีวิตของคุณ คุณจะต้องพบเจอกับเหตุการณ์ที่ยากลำบากมากมาย อย่างเช่น การหย่าร้าง หรือการป่วยเป็นโรคร้าย…ช่วงเวลาเหล่านี้จะบอกคุณได้ว่าใครที่เป็นมิตรแท้ของคุณ

8-2
67.หัดเป็นคนขี้สงสัย

“เราต้องเดินไปข้างหน้า เปิดประตูบานใหม่ๆ และเริ่มทำในสิ่งใหม่ๆ เพราะเราทุกคนนั้นมีความอยากรู้อยู่ในตัว และความอยากรู้นี้จะพาเราไปยังเส้นทางใหม่ๆเสมอ”

– Walt Disney-

ความอยากรู้อยากเห็นนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากในโลกปัจจุบัน ทุกอย่างมันเกี่ยวกับการที่คุณจะถามคำถามอยู่เสมอๆ คุณจะต้องออกไปผจญภัย และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่อยู่รอบตัวคุณ มันเกี่ยวกับการถามว่า ทำไมโลกถึงเป็นอย่างที่มันเป็น? การทำอย่างนี้นั้นจะมอบคุณค่าและความหมายให้กับชีวิตของคุณ

เราทุกคนนั้นเกิดมาพร้อมความอยากรู้อยากเห็นอยู่แล้ว คุณแค่ต้องมองเด็กทารกที่สำรวจสิ่งแวดล้อมของเขาด้วยความฉงนสงสัย นักวิชาการจะแนะนำเสมอให้พ่อแม่สนับสนุนให้เด็กตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆ และค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง

คุณจะต้องจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นในวัยเด็กของคุณขึ้นมาอีกครั้ง เริ่มถามคำถามอย่างเช่น

  • ฉันจะสามารถทำให้มันเรียบง่ายขึ้น เร็วขึ้น สวยขึ้น หรือถูกลงได้อย่างไร?
  • ฉันสามารถแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีใหม่ๆได้ไหม?
  • ฉันจะทำอย่างไรให้บริการของฉันน่าตื่นเต้นและน่าสนุกมากขึ้น?
  • ฉันจะสามารถทำให้ธุรกิจของฉันน่าสนใจไปทั่วโลกได้อย่างไร?

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ฝึกเป็นนักฟังที่ดี เรามักหลงไปกับการพยายามหาคำตอบ โดยไม่ได้ใช้เวลามากพอสำหรับการพิจารณาไตร่ตรองตัวคำถามอย่างถี่ถ้วน ความอยากรู้อยากเห็นจะช่วยให้คุณสร้างรากฐานของความรู้ขึ้นมา โดยมองข้ามคำตอบตื้นๆ ที่คนอื่นยอมที่จะเชื่อ

ฝึกฝนตัวเองให้เป็นนักสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว แม้ว่าคุณจะมีช่วงเวลาที่เหนื่อยล้าและอยากปิดสวิตช์ตัวเองบ้าง มันมีข้อแตกต่างกันระหว่างความล้ากับความเบื่อ! ถ้าคุณรู้สึกล้า ลองพักบิดขี้เกียจหรือหากาแฟกินซักแก้วเพื่อให้คุณกลับมาโฟกัสได้ดีอีกครั้ง มองหาความท้าทายในงานของคุณ ส่วนไหนที่คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ แค่นี้งานของคุณก็จะน่าเบื่อน้อยลงแล้ว

9-2
68.รักษาคำพูด

“บางครั้งคนเราก็ไม่เข้าใจว่า ตัวเองกำลังให้คำมั่นสัญญาอะไรอยู่”

– John Green, The Fault in Our Stars-

คุณควรรักษาคำพูดของคุณเสมอ ถ้าคุณให้คำสัญญากับใครไว้ นั่นเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่า คุณน่าเชื่อถือขนาดไหน ความน่าเชื่อถือเป็นลักษณะที่สำคัญที่สุดที่คุณควรต้องมี คุณจะต้องใช้เวลานานในการสร้างความน่าเชื่อถือของตัวเองขึ้นมา และจำไว้เสมอว่า คุณสามารถสูญเสียมันไปได้อย่างรวดเร็ว

ทุกๆ วันนั้นเต็มไปด้วยสถานการณ์ที่จะให้คุณพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของตัวเอง มันอาจเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างส่งอีเมลงานหรือแวะซื้อของกลับบ้าน แต่ถ้าเราไม่สามารถรักษาคำพูดของเรากับเรื่องเล็กๆ ได้ นานไปเราก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือของตัวเอง

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

ถ้าคุณไม่อยากทำหรือคิดว่า ทำไม่ได้ ก็อย่าไปให้สัญญาว่า จะทำแต่แรก! ถ้าคุณไม่มั่นใจ ก็บอกไปเลยตั้งแต่แรก มันดีกว่าที่จะให้เขาผิดหวังตั้งแต่แรกเพราะถูกคุณปฏิเสธ ดีกว่าที่คุณจะไปทำให้เขาผิดหวังทีหลัง เพราะคุณไม่รักษาสัญญา

คนใกล้ตัวของคุณนั้นถือเป็นคนสำคัญในชีวิตคุณ คู่ของคุณ  พ่อแม่  ลูก  เพื่อนสนิท  หัวหน้าและคนในทีมของคุณ ดูแลเอาใจใส่พวกเขาเป็นพิเศษ รักษาสัญญาที่คุณให้กับพวกเขาเสมอ

10-2
69.หยุดซักนิด ก่อนคุณจะกด “ส่ง”

“ลองเปรียบเทียบการส่งข้อความในมือถือ กับการได้รับจดหมายรักจากนกพิราบ…มันเทียบกันไม่ติดเลย”

– Bryan Callen-

ไม่ว่าจะในการทำงาน หรือชีวิตส่วนตัวของคุณก็ตาม คุณจะต้องเจอกับอีเมล และ SMS ต่างๆ มากมาย คุณเจอกับมันตลอดเวลาไม่ว่าคุณจะกำลังกิน กำลังออกไปวิ่ง หรือกำลังเข้าห้องน้ำ คุณแปลกใจไหม ทำไมถึงมีการเมสเสจให้คนรับผิดคน หรือส่งในสิ่งที่ไม่ควรส่ง

มีคนมากมายที่มีปัญหากับการส่งอีเมล์ บางคนอ่านอีเมล์ไม่ละเอียดแล้วตอบแบบผิดผิดถูกถูก บางคนเขียนซะยืดยาวแต่จับใจความไม่ได้ไปทำให้คนอ่านปวดหัวอีก หรือบางคนก็เขียนอีเมลแบบห้วนๆและดูเย็นชา

ก่อนคุณจะกดส่ง ใช้เวลาซักนิดเพื่อจะกลับไปอ่านสิ่งที่คุณเพิ่งพิมพ์ไปอีกครั้ง  และลองสมมุติให้ตัวเองเป็นผู้อ่าน บางทีคุณอาจพบวิธีที่จะทำปรับปรุงให้อีเมลคุณดีขึ้นกว่าเดิม

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

มันง่ายที่จะพิมพ์อะไรขึ้นมาเร็วๆและส่งให้กับผู้อื่น แต่เคล็ดลับที่แท้จริงอยู่ที่การหาช่องทางในการสื่อสารของคุณให้ได้ผลดีที่สุด ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ โดยคำนึงถึงคำถามเหล่านี้ตั้งแต่แรก

  • ต้องการอะไรจากการสื่อสารครั้งนี้?
  • ผลลัพธ์ของมันคืออะไร? (เช่น อยากแค่เล่าให้ฟัง ต้องการคำตอบ หรือว่าเป็นการปรึกษา)
  • ใครต้องได้รับข้อมูลนี้บ้าง?
  • ควรใช้วิธีไหนในการสื่อสาร? ควรจะส่งอีเมล์ หรือว่าออกไปเจอต่อหน้าจะดีกว่า หรืออย่างน้อยๆ ก็ส่งจดหมายที่เขียนด้วยมือจะดีกว่าหรือเปล่า?
  • คุณจะเสียใจทีหลังไหม ถ้าเลือกส่งอีเมลหรือ SMS

ก่อนที่คุณจะส่งอีเมล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณกำลังอารมณ์โกรธอยู่ หรือว่าถ้าเนื้อหาในจดหมายอาจจะทำให้คนอื่นโกรธหรือไม่พอใจได้ คุณอาจลองฝึกให้เป็นนิสัยให้ตัวเองเซฟเมสเสจไว้เป็น draft ก่อน ออกไปทำอย่างอื่นซักสองสามชั่วโมง แล้วลองกลับมาอ่านอีเมล์ของคุณดูอีกครั้ง กดปุ่มส่งต่อเมื่อคุณรู้สึกสบายใจกับสิ่งที่คุณกำลังจะส่งออกไปจริงๆ

11-2
70.เป็นเพื่อนกับความกลัวของคุณ

“ฉันต้องไม่กลัว ความกลัวคือสิ่งที่ฆ่าสมองของคุณ ความกลัวเหมือนความตายแบบย่อมๆ ที่ทำลายทุกอย่าง ฉันจะเผชิญหน้ากับความกลัวของฉัน และปล่อยให้มันลอยผ่านฉันไป”

– Frank Herbert-

ถ้าคุณกลัวแมงมุมมันก็เรื่องนึง แต่เราทุกคนมีความกลัวที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นที่จะสามารถหยุดคุณจากการไปถึงความสำเร็จได้ คุณกลัวความล้มเหลวจนไม่กล้าที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ หรือเปล่า? หรือคุณกลัวที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ เพราะกลัวที่จะถูกโดนล้อหากทำไม่ได้หรือเปล่า?

การรู้ที่มาของความกลัวนั้นจะช่วยให้คุณ เข้าใจมันได้ดีขึ้นและหาวิธีที่จะรับมือกับมันได้ แต่ถ้ามีความกลัวอย่างหนึ่งที่อาจทำให้คุณไปไม่ถึงฝั่งฝันได้ นั่นคือ ความกลัวความสำเร็จ! Marianne Williamson อาจารย์และนักเขียนชื่อดังเคยกล่าวว่า “ความกลัวที่อยู่ลึกใต้ก้นบึ้งของจิตใจเรานั้นไม่ใช่เพราะเราไม่เอาไหน แต่เป็นเพราะเรานั้นทรงพลังมากกว่าที่เราจะเชื่อต่างหาก สิ่งที่ทำให้เรากลัวคือ แสงสว่างจากตัวเราเองนี่แหล่ะ ไม่ใช่ความมืด…เราถามตัวเองอยู่ลึกลึกว่า เราเป็นใครถึงคิดว่า ตัวเองจะฉลาดขนาดนั้นได้ งดงามขนาดนั้นได้ เก่งขนาดนั้นได้?”

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

อย่าคิดเข้าข้างตัวเองว่า คุณสามารถทำเป็นเหมือนคุณปราศจากความกลัวแล้วมันจะหายไป ไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องหลบซ่อนมัน แทนที่จะทำอย่างนั้น คุณควรจะค่อยๆ เปิดเผยมันออกมาทีละนิด และเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับมัน ทุกอย่างอยู่ในหัวของคุณ และคุณสามารถกำหนดผลกระทบของมันในชีวิตคุณ

เริ่มต้นจากการหาก่อนว่า คุณกลัวอะไรบ้าง และเริ่มตั้งแต่วันนี้ ทำในสิ่งที่คุณกลัวซะ เพราะว่า มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่คุณจะเอาชนะมันได้! ถ้าคุณกลัวความสูง ลองขึ้นไปบนที่สูงซักพักนึง หรือถ้าคุณกลัวที่แคบก็หัดขึ้นลิฟต์บ่อยขึ้น…การทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะทำให้ความกลัวของคุณน้อยลงๆ

ความกลัวบางอย่างก็เกิดขึ้นจากคุณวิตกจริตไปเอง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับคุณตอนเด็ก ดังนั้น อย่ากลัวที่จะปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง ที่จะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากความกลัวของคุณได้

 

อย่าลืมนำไปลองทำดูกันนะ

พบกันใหม่กับตอนที่ 8 71-80 เร็วๆ นี้

Related Post :
Share It!