100 สิ่งที่คนประสบความสำเร็จเขาทำกัน

ตอนที่ 8 71-80

 

Be The Victor  ขอนำเสนอไอเดียที่จะพาคุณเข้าใกล้เป้าหมายของความสำเร็จ ตอนที่ 8 71-80

71.พูดความจริง

“เราถูกพร่ำสอนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด ความจริงนั้นเป็นเรื่องสำคัญ…ความสำเร็จนั้นจะไร้ความหมาย หากไม่ได้มันมาอย่างบริสุทธิ์”

– Michelle Obama-

แน่นอน การโกหกมีหลายรูปแบบ มีโกหกเรื่องเล็กๆ หรือโกหกในเรื่องที่ใหญ่จนไม่น่าเชื่อ..หรือแม้แต่การโกหกเพื่อรักษาน้ำใจของอีกฝ่าย แต่ไม่ว่าจะโกหกแบบไหน มันก็ยังเป็นการโกหกอยู่ดี

  • บางคนอาจโกหกบนเรซูเม่ เพื่อให้ได้งาน
  • บางคนอาจโกหกโดยการเอาไอเดียคนอื่นมาบอกว่า เป็นของตัวเอง
  • บางคนอาจโกหกโดยแกล้งทำเป็นว่า รัก เพื่อให้ได้แต่งงานกับคนรวยๆ

มีหลายคนใช้ชีวิตอยู่บนคำโกหกแบบนี้ โดยพวกเขาอาจคิดว่า พวกเขาเจอเส้นทางลัดสู่ความสำเร็จด้วยวิธีนี้ได้ แต่ความจริงแล้ว ความสำเร็จที่ปราศจากความสุจริต ก็เปรียบเหมือนบ้านที่ไม่มีเสาเข็ม ที่พร้อมจะถล่มลงมาเมื่อไหร่ก็ได้

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

เริ่มตั้งแต่วันนี้ ใช้ชีวิตของตัวเองอย่างปราศจากคำโกหก! คุณควรที่จะรู้สึกแย่มากๆ ที่จะต้องพูดคำโกหก หรือว่า นอกใจ ปล่อยให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคุณทำให้คุณรู้สึกผิดมากๆ ทุกครั้งที่คุณจะต้องทำมัน

สิ่งสำคัญคือ คุณจะต้องไม่โกหกตัวเอง คุณไม่สามารถมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จได้ถ้าคุณโกหกคนที่คุณเห็นในกระจก

และถ้าคุณเลือกที่จะโกหก จำไว้ว่า ทุกการกระทำของคุณมีผลกระทบเสมอ ปราสาททรายที่คุณสร้างไว้บนคำโกหกนั้นอาจดูสวยงาม แต่มันก็พร้อมจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ พร้อมๆ กับชีวิตคู่ ชีวิตการทำงาน และชื่อเสียงของคุณ

สิ่งหนึ่งที่เกี่ยวกับการโกหกคือ คุณไม่สามารถรู้ได้เลยว่า คุณจะถูกจับได้เมื่อไหร่? หรือผลกระทบของมันจะใหญ่หลวงขนาดไหน? ดังนั้น คุณควรถามตัวเองว่า “คุณจะสามารถไปสู้หน้ากับใครได้ไหมถ้าถูกจับได้ว่า โกหก?”

และคำตอบของคุณควรจะเป็น “ไม่ได้”

72.เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรก็ได้ซักเรื่อง

“อย่ากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ จนคุณเลิกศึกษาเพิ่มเติม…มองโลกให้เป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ”

– Denis Waitley-

เราทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดซักเรื่องหนึ่ง ต่อให้มันเป็นนิสัยแย่ๆ ที่คุณทำจนเคยชินก็อาจเรียกได้ว่า เป็นเรื่องที่คุณเชี่ยวชาญในด้านนั้น แต่ความสำเร็จนั้นมาจากการที่คุณหยุดทำในเรื่องที่คุณไม่อยากกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น อย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการขี้อวด หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการขี้เกียจ ดังนั้น คุณจะต้องปรับโฟกัสของตัวเอง และใช้พลังงานของคุณไปกับการกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่คุณควรจะเชี่ยวชาญ เช่น

  • เชี่ยวชาญด้านการบริหารคน
  • เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารการเงินส่วนตัว หรือเชี่ยวชาญเรื่องการเป็นผู้ปกครอง
  • เชี่ยวชาญเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่การงาน เช่น เชี่ยวชาญเรื่องคอมพิวเตอร์หรือการบริหารโปรเจกต์
  • หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญตามสาขาวิชา เช่น หมอ หรือ วิศวกร

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

คุณอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอะไร? แล้วการเชี่ยวชาญในด้านนั้นจะสามารถช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไรบ้าง? เมื่อคุณมีประสบการณ์มากขึ้นคุณก็จะเห็นภาพที่ชัดขึ้นว่า คุณควรเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านใด? ถ้าคุณไม่สามารถตัดสินใจได้ งั้นคุณก็คิดง่ายๆ แค่ว่าคุณจะทุ่มเททำหน้าที่ทุกอย่างในชีวิตคุณอย่างเต็มที่ เพราะมันง่ายกว่าที่คุณจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานที่คุณทุ่มแรงกายแรงใจลงไป

ความชำนาญใช้เวลาและการฝึกฝน มันไม่มีทางลัด ดังนั้นไม่ว่าคุณอยากจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดก็ตาม คุณจะต้องทำมัน หมั่นฝึกฝนไปเรื่อยๆ หา feedback หรือคำสอนจากคนที่เก่งกว่าเราเพื่อนำมาปรับปรุง รวมถึงเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง มันอาจช่วยถ้าคุณคิดว่า ผู้เชี่ยวชาญนั้นก็คือ คนที่ทำผิดพลาดมาเยอะกว่าคนอื่นนั่นเอง

เมื่อคุณได้รับความเชี่ยวชาญนี้มาแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อให้กับผู้อื่นด้วย เพราะการที่คุณสอนคนอื่นจะทำให้คุณมีความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก

73.ทำผิดต้องกล้ารับผิด

“คนเราจะต้องยิ่งใหญ่พอที่จะขอโทษเมื่อเขาทำผิด ฉลาดพอที่จะเรียนรู้จากมัน และแข็งแกร่งพอที่จะแก้ไขมัน”

– John C. Maxwell-

มันแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่และปัญญา เมื่อใครซักคนยกมือขึ้นเพื่อพูดว่า ผมทำผิดไปแล้ว ขอโทษด้วย..มีคนมากมายที่ทำผิดแล้วไม่กล้ารับ และชอบโทษคนอื่นไปเรื่อยๆ

ทำไมการขอโทษมันจึงยากนัก? คุณกลัวอะไร? การขอโทษไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอ มันตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ! คนที่ทำผิดแล้วไม่รับผิด ไม่ขอโทษต่อผู้อื่น มันแสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจคนรอบข้างและความดื้อรั้น

บ่อยครั้งที่เราพบว่า เรารู้สึกผิดและอยากที่จะขอโทษ แต่ก็ถูกรั้งไว้โดยความหัวรั้นและอีโก้ของตัวเอง การขอโทษอย่างจริงใจนั้นเป็นสิ่งที่ปลดปล่อยคุณจากความรู้สึกผิดและความบาดหมางในความสัมพันธ์ได้

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

สิ่งที่จะแสดงให้เห็นถึงคุณค่า ปัญญา และเกียรติคุณของคุณได้ก็คือ

  • ขอโทษอย่างจริงใจเมื่อทำผิด
  • เปิดเผยและกล้าที่จะรับผิดในที่สาธารณะ
  • แก้ไขสิ่งที่ตนทำผิดพลาดไป

อย่างไรก็ดี การกล่าวคำขอโทษอย่างเดียวนั้นไม่พอ คุณสามารถแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในคำขอโทษของคุณด้วยการ

  • แก้ไขในสิ่งที่คุณทำผิดพลาดไป เช่น ชดใช้ในสิ่งที่คุณทำเสียหาย หรือส่งการ์ดขอโทษ หรือของขวัญแทนคำขอโทษ
  • ปรับแก้นิสัยของคุณเพื่อที่คุณจะไม่ทำผิดพลาดอีก

74.ติดต่อกับเพื่อนเก่าไว้

“หนึ่งในสิ่งที่สวยงามที่สุดของมิตรแท้ คือ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน”

– Lucius Seneca-

คุณจะต้องรักษามิตรแท้ของคุณเอาไว้ โดยเฉพาะเพื่อนที่อยู่กับคุณมาอย่างเนิ่นนาน มันเป็นสิ่งที่ดีเสมอที่ เพราะว่า มิตรภาพที่ผ่านบทพิสูจน์ของกาลเวลานั้นคือ รากฐานที่สำคัญของชีวิต คุณไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนสนิทกับทุกคน แต่ถ้าคุณติดต่อถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันบ้าง คุณอาจแปลกใจที่มิตรภาพเหล่านั้น ลึกซึ้งขึ้นเมื่อวันเวลาผ่านไป

เพื่อนของเรานั้นเป็นคนที่มีทรงอิทธิพลต่อเรามาก พวกเขาอาจเห็นเราตั้งแต่เราเพิ่งเริ่มต้น เห็นเราลำบาก เห็นเราล้มเหลว และเห็นเราประสบความสำเร็จ ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาที่ปรึกษาที่ดีมากมากสำหรับเรา คนที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันนั้น จะมีความเชื่อใจต่อกันและกัน และเมื่อมีความเชื่อใจกัน มันก็ง่ายที่จะพูดถึงเรื่องอื่นๆ เช่น ความกลัว ความกังวลใจของคุณ

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

นึกถึงเพื่อนเก่าเก่าของคุณที่อาจห่างหายจากกันมาซักพัก และติดต่อพวกเขากลับไป เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีต่างๆมากมายที่ทำให้เรื่องนี้ง่ายมากๆ

อีกหนึ่งหน้าที่ของคุณคือ การหาว่า เพื่อนของคุณนั้นยังให้ความสำคัญกับมิตรภาพครั้งนี้อยู่หรือไม่? สิ่งแรกที่คุณควรทำคือ ลองติดต่อพวกเขากลับไปดูซักหน่อย และลองดูว่า เขายังอยากสืบสานมิตรภาพต่ออีกหรือไม่? อย่าเสียใจไปถ้าเกิดว่า เขาได้ก้าวผ่านช่วงนั้นของชีวิตเขามาแล้ว

75.ฝึกมองภาพใหญ่

“พยายามมองภาพใหญ่ไว้เสมอว่า สุดท้ายแล้ว ทุกสิ่งก็จะสลายไปตามกาลเวลา และกลับสู่จุดเริ่มต้น”

– Richard Carlson-

เรื่องเล็กๆ ในชีวิตเรานั้นบางครั้งก็น่าหงุดหงิด เช่น เงินเดือนขึ้นนิดเดียว หรือมีคนมาแย่งที่จอดรถของเรา…เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้เราอารมณ์เสียได้เสมอ

ทำไมเราถึงปล่อยให้เรื่องเล็กๆ ที่แทบไม่มีความหมายมาครอบงำเรา ทั้งๆ ที่เรามีเรื่องที่สำคัญกว่านี้ให้ทำตั้งเยอะ? นั่นก็เพราะว่า ในบางครั้งเราเองก็ไม่สามารถมองเห็นภาพใหญ่ได้ โฟกัสของเราจึงไปกองอยู่ที่เรื่องเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า

ก่อนที่คุณจะหัวเสียกับเรื่องอะไรก็ตาม ถามตัวเองว่า เรื่องนี้มันจะยังสำคัญอยู่ไหมพรุ่งนี้? แล้วอาทิตย์หน้า

หล่ะ? หรือปีหน้า? การถามตัวเองแบบนี้ อาจทำให้คุณมองทุกอย่างผ่านภาพใหญ่ได้อีกครั้ง

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

หลับตา และลองจินตนาการว่า คุณกำลังอยู่บนเวทีในโรงละคร ที่ที่คุณสามารถเห็นข้อผิดพลาดทุกอย่าง ของบรรดานักแสดง หรือนักดนตรีด้านล่าง มันดูน่าหงุดหงิดจริงไหมครับ? คราวนี้ลองจินตนาการว่า คุณขึ้นไปอยู่บนที่นั่งด้านหลังสุดที่ห่างออกมาจากเวที ซึ่งมันจะทำให้คุณได้เห็นโชว์ที่อลังการสวยงาม โดยปราศจากรายละเอียดยิบย่อยที่ทำให้รำคาญใจ

นี่คือแนวทางการคิดที่คุณควรจะนำไปปรับใช้ในชีวิต ถามตัวเองอยู่เสมอว่า “ในภาพใหญ่แล้ว เรื่องพวกนี้มันสำคัญมากพอจะต้องมานั่งหงุดหงิดกับมันไหม?”

ถ้าคุณยังไม่สามารถออกมามองภาพใหญ่ได้ ลองใช้วิธีง่ายๆ เหล่านี้ เพื่อปกป้องตัวคุณเองจากความเครียด ความหงุดหงิดใจต่างๆ ด้วยการ

  • พยายามเพิกเฉยต่อสิ่งที่ทำให้คุณหงุดหงิด
  • ปล่อยให้คนอื่นเถียงชนะคุณ
  • ลองหลับตาแล้วหายใจลึกลึก
  • หัวเราะเยาะตัวเองที่หน้าดำคร่ำเครียดกับทุกสิ่ง
  • สนับสนุนให้คนอื่นๆ ทำเหมือนคุณ….ลองเดินถอยมามองภาพใหญ่

76.ปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ทัน

“เทคโนโลยี คือ กองไฟที่เราไปนั่งล้อมรอบแล้วเล่าเรื่องราว” – Laurie Anderson

เทคโนโลยีก้าวเข้ามาในชีวิตเราอย่างมากมาย การที่คุณตามเทคโนโลยีต่างๆ ให้ทันนั้นจะทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะบริหารธุรกิจของคุณผ่านคอมพิวเตอร์ หรือตรวจเช็คความเรียบร้อยของบ้านผ่านสมาร์ทโฟน

แน่นอนว่า เทคโนโลยีก็มาพร้อมข้อเสียของมันเช่นกัน อย่างความเสี่ยงต่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หรือโดนแฮ็คข้อมูล แต่อย่างไรก็ดี การเปิดให้ตัวเองได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานของคุณ รวมถึงให้คุณติดต่อกับผู้อื่นได้เรื่อยๆ และที่สำคัญ มันจะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

  • จริงๆ แล้วคุณก็ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากจะต้องตามเทคโนโลยีให้ทัน
  • แต่ก็ไม่ได้แปลว่า คุณจะต้องเป็นคนแรกที่ซื้อ gadget ใหม่ๆ ตั้งแต่แรกเสมอๆ
  • ศึกษาดูว่า มีเทคโนโลยีอะไรที่คุณสามารถนำมาใช้เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้นได้บ้าง?
  • ลองดูว่า พวกเด็กๆ เขาตื่นเต้นกันกับอะไร? อาจเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่หรือเปล่า? ลองเปิดใจศึกษามันดูว่า เทคโนโลยีให้อะไรกับคุณได้บ้าง?
  • อย่าลืมที่จะปกป้องตัวเองจากอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ททั้งหลาย และคอยระวังที่จะถูกขโมยข้อมูลสำคัญ อย่างเช่น เลขที่บัญชี
  • ทำให้แน่ใจว่า password ของคุณนั้น ไม่ได้เดาถูกได้ง่ายๆ

77.อดทนและอย่ายอมแพ้

“ความอ่อนแอที่สุดของเราคือ การยอมแพ้ หนทางสู่ความสำเร็จที่แน่นอนที่สุด ก็คือ การลองทำดูอีกครั้ง”

– Thomas A. Edison-

ถ้าคุณพอใจที่จะเป็นนักเรียนกลางห้อง เป็นพนักงานระดับกลางๆ หรือเป็นนักกีฬาแบบกลางๆ คุณก็ไม่ต้องพยายามมากนัก…คนส่วนมากนั้นยอมแพ้เร็วจนเกินไป พอแค่ผิดหวังครั้งแรก หรือล้มเหลวเล็กเล็กครั้งแรก พวกเขาก็ถอดใจและเลิกพยายามแล้ว

เวลาที่คุณต้องการจะเอาชนะอะไรบางอย่างในชีวิตคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอะไรที่มีความสำคัญต่อคุณมากๆ จำไว้ว่า อย่าหยุดและอย่ายอมแพ้เร็วเกินไป อย่ายอมแพ้และลองสู้กับมันอีกซักครั้ง เพราะคุณไม่มีทางรู้ได้ว่า คุณใกล้ความสำเร็จมากขนาดไหน ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก! คนที่ไม่ยอมแพ้คือ คนที่จะประสบความสำเร็จ

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

คุณรู้ตัวเองดีที่สุดว่า คุณใกล้จะถึง “จุดที่จะยอมแพ้” มากแค่ไหน…ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น คุณจำเป็นจะต้องก้าวข้ามผ่านอะไรบางอย่างเพื่อข้ามจุดนี้ไปให้ได้

การจะสู้ต่อไปหมายถึง คุณอาจต้องก้าวข้ามความรู้สึกผิดหวัง ความเจ็บปวดท้อแท้ต่างๆ ความสิ้นหวัง ในโมเม้นต์เหล่านี้ ลองคุยกับครอบครัวหรือเพื่อนๆ ของคุณเพื่อได้รับกำลังใจที่คุณต้องการ

คุณจะต้องหน้าหนาเข้าไว้ เพราะระหว่างทางมันจะเต็มไปด้วยเสียงที่พยายามพูดให้คุณรู้สึกแย่กว่าเดิม หรือรู้สึกอยากยอมแพ้ ซึ่งอาจมาจากคนที่อิจฉาคุณ หรือไม่อยากเห็นคุณประสบความสำเร็จ

78.ระวังสิ่งเสพติดทั้งหลาย

“อะไรที่คุณสามารถหลงใหลอย่างมาก จนทำให้คุณบกพร่องในหน้าที่ต่อครอบครัว ต่อเพื่อน ต่อโรงเรียน ต่องาน – สิ่งเหล่านั้นถือเป็นสิ่งเสพติดทั้งนั้น…แม้กระทั่งการนั่งแชทก็ถือเป็นสิ่งเสพติดเช่นกัน”

– Dale Archer-

พวกเราทุกคนนั้นมีสิ่งเสพติดในชีวิตเราทั้งนั้น บางอันก็ไม่อันตราย แต่บางอันก็อาจฆ่าเราได้ สิ่งเสพติดทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่แย่ ไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์ ยาเสพติด หรือแม้กระทั่งกรอบความคิด

สิ่งเสพติดอย่างบุหรี่และแอลกอฮอล์อาจเริ่มลดน้อยลง แต่สิ่งเสพติดออนไลน์นั้นกำลังเข้ามาแทนที่แทน บางครั้งคุณอาจพบว่า คุณเคยมีอาการของการเสพติดนิสัยบางอย่าง เช่น

  • คนที่บ้างานจนกลับบ้านดึกดึกดื่นดื่นทุกวัน
  • ขาช้อปที่หมุนเดือนไม่ชนเดือน
  • วัยรุ่นติดเกมส์ที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวัน
  • คนฉลาดที่ติดนิสัยอวดรู้ ต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นทั้งหมด

แล้วสิ่งเสพติดของคุณคืออะไร? แล้วมันจะส่งผลต่อความสำเร็จของคุณหรือไม่? ลองใช้เวลานึกถึงนิสัยบางอย่างของคุณที่อาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งเสพติดได้

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

อย่าโกหกตัวเอง สังเกตดูว่า ในกิจวัตรของคุณมีอะไรที่คุณทำอย่างลุ่มหลงหรือไม่? ลองใช้เวลาศึกษากิจวัตรประจำวันของคุณดู ทำลิสต์ขึ้นมา แล้วถามตัวเองว่า กิจวัตรของคุณนั้นส่งผลอย่างไรต่อ:

  • มุมมองที่คนอื่นมีต่อคุณ
  • ความสามารถในการทำงานของคุณ
  • ความสัมพันธ์ต่อผู้อื่น
  • สุขภาพของคุณ
  • ความสามารถในการไปให้ถึงเป้าหมายในอนาคตของคุณ

บางครั้งการเดินสายกลางก็เป็นสิ่งที่ดี เช่น คุณไม่จำเป็นจะต้องชนะทุกการถกเถียง หรืออาจเลือกที่จะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉพาะตอนวันเสาร์อาทิตย์ก็พอ

ถ้าคุณพบสิ่งเสพติดของคุณที่คุณไม่สามารถเลิกได้ด้วยตัวเอง อาจเป็นได้ว่า มันมีผลมาจากสุขภาพทางจิตของคุณ และคุณอาจต้องได้รับความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ โชคดีที่เดี๋ยวนี้มีศูนย์ช่วยเหลือสำหรับคนที่ติดการพนัน เซ็กส์ ช้อปปิ้ง ยาเสพติด หรือแอลกอฮอล์ ก้าวแรกที่คุณจะสามารถเอาชนะอาการเสพติดของคุณได้ก็คือ คุณจะต้องยอมรับมันก่อน แล้วหาทางแก้ไขจากภายใน

79.ใช้เวลากับธรรมชาติมากขึ้น

“มองออกไปในธรรมชาติ แล้วคุณจะเข้าใจทุกอย่างได้ดียิ่งขึ้น”

– Albert Einstein-

การวิจัยแสดงให้เห็นว่า คุณจะเครียดน้อยลงหากคุณใช้ชีวิต หรือทำงานอยู่ใกล้ๆ พื้นที่สีเขียว แค่การเดินในสวนหรือป่าที่ร่มรื่น ก็สามารถทำให้ความดันและความเครียดของคุณลดได้ การใช้เวลาอยู่ข้างนอกนั้นยังมีผลดีอีกมากมาย

  • แสงอาทิตย์จากธรรมชาติมอบวิตามินดี ให้กับเราซึ่งทำให้ผิวของเราสุขภาพดี ปอดเราก็จะได้รับอากาศที่สดชื่น
  • การหนีออกจากป่าคอนกรีตทำให้คุณมีความสุขและสงบมากยิ่งขึ้น

การใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาตินั้นทำให้คุณเปิดโลกทัศน์ของคุณ และทำให้คุณสามารถคิดอ่านได้อย่างปลอดโปร่งมากขึ้น ธรรมชาตินั้นสอนให้เราใจเย็นและอดทน เพราะทุกสิ่งในธรรมชาตินั้นเติบโตอย่างช้าๆ แต่ว่า แน่นอน

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

หนึ่งในวิธีง่ายๆ ที่คุณจะพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ คือ การปลูกสวนหย่อมเล็กๆ หรือถ้าไม่มีพื้นที่ คุณอาจแค่ปลูกต้นไม้เล็กๆ ในกระถางริมหน้าต่างก็ได้ ใช้เวลาอาทิตย์ละสองสามชั่วโมงในการดูแลต้นไม้ของคุณ รดน้ำต้นไม้ พรวนดิน จะช่วยให้คุณสงบขึ้น

ใช้วันหยุดของคุณไปเที่ยวธรรมชาติ แทนที่จะไปเที่ยวในเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสี ลองไปใช้เวลาสงบๆ ดูดีกว่า

หรือคุณอาจออกไปชนบท เพื่อออกไปนั่งดูดาวกันก็ได้ ออกนอกเมืองไปในที่ที่ไม่มีมลภาวะฝุ่นควันจากรถติด และออกไปนั่งดูดาวตอนกลางคืนอย่างสงบ ไม่มีอะไรจะบอกคุณว่าปัญหาของคุณนั้นช่างเป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกินได้ดีไปกว่าการออกไปดูว่า จักรวาลนี้กว้างใหญ่ขนาดไหนอีกแล้ว

80.ใช้สมองของคุณอย่างชาญฉลาด

“เราทุกคนเป็นอัจฉริยะ แต่ถ้าคุณตัดสินปลา ด้วยความสามารถในการปีนต้นไม้ของมัน ปลาตัวนั้นจะใช้ทั้งชีวิตของมันคิดว่า ตัวเองโง่”

– Albert Einstein-

เมื่อพูดถึงสมองของเรา มันเป็นไปได้ที่เราจะฉลาดมากๆ ในเรื่องหนึ่ง แต่ไม่มากเท่าไหร่นักในด้านอื่น เช่น คุณอาจเก่งมากๆ เรื่องการแก้ปัญหาเชาว์ต่างๆ แต่อาจไม่เก่งเท่าไหร่เมื่อเป็นปัญหาชีวิตของลูกๆ ของคุณที่บ้าน

สมองของเรานั้นมีความสามารถอยู่ประมาณ 70 อย่างถ้าเรามองมันแบบคร่าวๆ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่า สมองของคุณสามารถประมวลผลข้อมูลต่างๆ ได้เร็วขนาดไหน หรือ คุณสามารถจัดการกับสถานการณ์ที่คุณไม่คุ้นเคยได้ดีแค่ไหน?

ความจริงแล้ว คุณไม่จำเป็นจะต้องเก่งทั้ง 70 อย่าง แต่ที่คุณต้องรู้คือ ทักษะไหนที่คุณจำเป็นต้องมี? เพื่อที่จะไปให้ถึงความสำเร็จในแต่ละด้านของชีวิตที่คุณต้องการ เมื่อคุณรู้แล้วว่า คุณจะต้องใช้ทักษะไหน ถามตัวเองว่า  คุณมีมันหรือยัง? ถ้ายังไม่มีคุณจะไปหามันมาได้อย่างไร?

ไม่ว่าเราเลือกจะทำอะไร มันก็ต้องใช้ความฉลาดมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ คุณไม่จำเป็นจะต้องฉลาดที่สุดในทุกเรื่อง แต่คุณจำเป็นจะต้องพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองในด้านนั้นเสมอ

 

เราสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างไร?

กุญแจสู่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จของคุณคือ การที่คุณโฟกัสในจุดแข็งของตัวเอง…อะไรคือเป้าหมายในชีวิตที่คุณต้องการจะไปให้ถึง? และทักษะที่คุณมีอยู่แล้วนั้นจะสามารถช่วยคุณไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร? โฟกัสไปที่การพัฒนาจุดนั้นของคุณ

อย่าลืมที่จะพัฒนาในจุดอ่อนของคุณด้วยเช่นกัน แม้ว่าคุณอาจไม่คิดว่าคุณอาจได้ใช้มัน หรือคิดว่า มันไม่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจฝึกแก้ปัญหาเชาว์ต่างๆ เพื่อลับสมองของคุณไว้

การพัฒนาความสามารถรอบด้านของตัวเองนั้นดีต่อสุขภาพจิตของคุณเสมอ และมันจะช่วยชะลออาการป่วยของสมอง อย่างเช่น โรคอัลไซเมอร์เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ความฉลาดอย่างเดียวนั้นไม่พอที่จะให้คุณประสบความสำเร็จได้! คุณจะต้องใช้มันให้เป็น และใช้มันให้ถูกวิธีกับคนรอบข้าง นี่คือ จุดที่คุณจะต้องฝึกความเฉลียว และ EQ ของคุณไปพร้อมๆ กับความฉลาด

ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน อย่าอวดฉลาดหรือทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่า ไม่ฉลาดเท่าคุณ เพราะความหยิ่งและความอวดรู้ของคุณจะทำให้คนอื่นเกลียดคุณได้

 

อย่าลืมนำไปลองทำดูกันนะ

พบกันใหม่กับตอนที่ 9 81-90 เร็วๆ นี้

Related Post :
Share It!