ในอดีตกาลจักรวรรดิโรมันนั้นยิ่งใหญ่ครอบคลุมตั้งแต่ยุโรปตะวันตก ยุโรปตะวันออก ลงมาทวีปแอฟริกา จนมาถึง เอเชียตะวันออก อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ และครองอำนาจมายาวนานกว่า 500 ปีได้พวกเขาจะต้องมีผู้นำที่เก่งมากอย่างแน่นอน ซึ่งในประวัติศาสตร์ของชาวโรมันนั้น มีกษัตริย์อยู่ 5 พระองค์ ที่ถูกขนานนามว่า “The Five Good Emperor (จักรพรรดิโรมันผู้ทรงคุณธรรมห้าพระองค์)”

Be The Victor ขอพาคุณไปทำความรู้จักกับ Marcus Aurelius Antoninus Augustus จักรพรรดิโรมันผู้ทรงคุณธรรมองค์สุดท้าย ผู้ถูกขนานนามว่า “Philosopher King (กษัตริย์นักปรัชญา)” และทำไมหลักคำสอนของเขาถึงยืนหยัดยาวนานเกือบ 2,000 ปีได้

Marcus Aurelius ปกครอง Rome ในฐานะจักรพรรดิ ในช่วงปีคริสต์ศักราช 121 ถึง 180 และได้รับการยอมรับนับถือว่า เป็น 1 ใน 5 จักรพรรดิ แห่ง Rome ผู้ปกครองด้วยความปรีชาสามารถ คุณธรรม และจริยธรรม

พื้นเพของ Marcus Aurelius มาจากครอบครัวที่ใหญ่และมีชื่อเสียงพอสมควรในยุคนั้น แต่พระองค์เองไม่ได้มีเชื้อพระวงศ์และไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรสักนิดกับการสืบทอดบัลลังก์ และดูจะเป็นไปไม่ได้เลยที่วันหนึ่งพระองค์จะเป็นจักรพรรดิแห่งโรม

สมาชิกวุฒิสภา Antoninus Pius รับ Marcus Aurelius มาเป็นบุตรบุญธรรมของตนเองตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อจักรพรรดิโรมัน ณ เวลานั้นได้เสียชีวิตลง  Antoninus Pius ได้รับการสถาปนาเป็นจักรพรรดิองค์ต่อไป ด้วยความเป็นเด็กหนุ่มที่หัวไว และฉลาดเฉลียวเตะตาเหล่าผู้ใหญ่ชนชั้นปกครองจึงทำให้ Marcus Aurelius กลายเป็นตัวเต็งที่จะเป็นจักรพรรดิองค์ต่อไปในทันที นั่นทำให้เขาต้องรีบเรียนให้แตกฉาน ธรรมเนียมในการศึกษาของบุตรหลานของผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ในยุคนั้นก็คือ จะให้มีติวเตอร์มาสอนวิชาต่างๆ ให้ถึงบ้าน สำหรับ Marcus Aurelius นั้น เรียกได้ว่า เขาได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ชื่อดังระดับหัวกะทิในยุคนั้นมากมายหลายวิชา ทั้ง ภาษาลาติน ภาษากรีก การเมืองการปกครอง และปรัชญา และหนึ่งในวิชาที่มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุดก็คือ ปรัชญาของ Stoicism หรือลัทธิสโตอิก นั่นเอง

 

Stoicism

หลักคำสอนของลัทธิสโตอิก ก็คือ การควบคุมตนเองให้ปลอดจากการเกาะติดและจากอารมณ์กวนใจ บางครั้งแปลได้ว่า เป็นเส้นแบ่งความพอใจเท่ากันในความปิติกับความเจ็บปวดที่เป็นการช่วยให้คนกลายเป็นนักคิดที่โปร่งใส เสมอต้นเสมอปลายไม่ลำเอียง ข้อดีของลัทธิสโตอิก ได้แก่ การช่วยปรับปรุงสภาพอารมณ์ของเราให้เสถียรยิ่งขึ้น

ตัวชี้นำของ Stoic ก็คือคุณธรรม เหตุผล และการยอมรับในความเป็นไปของธรรมชาติเป็นสำคัญ

ลัทธิสโตอิกมีความเชื่อว่า คนเรานั้นไม่สามารถควบคุมความเป็นไปของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ แต่สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ก็คือ ความคิดและอารมณ์ที่เราตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายนอกได้นั่นเอง ดังนั้นหนทางสู่ความสุขและความสงบที่แท้จริงจึงอยู่ที่การคิดและมองเห็นความจริงอันถ่องแท้ ปราศจากอารมณ์ เพราะนี่คือ สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้โดยตัวเราเอง

 

Meditations

เอกสารหลักที่ทำให้เรารู้ถึงความคิดของ Marcus Aurelius ได้ก็คือ หนังสือที่ชื่อว่า “Meditations” ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นที่สุดของหนังสือปรัชญาสโตอิกที่บรรดาผู้นำของโลก ประธานาธิบดี และผู้นำในแวดวงธุรกิจอ่านกันมาเป็นพันๆ ปี ความจริงแล้ว Meditations ไม่ใช่หนังสือที่ Marcus Aurelius ตั้งใจเขียนให้คนอื่นอ่าน แต่เป็นเสมือนไดอารี่ส่วนตัวมากกว่า ที่พระองค์เขียนไว้เพื่อสอนตัวเองและย้ำเตือนให้ตัวเองปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องตามหลักของ Stoicism

Marcus Aurelius พยายามจะถ่ายทอดออกมาด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ความมีวินัย การทำงานหนัก ความมีเมตตากรุณา การคิดและตัดสินใจอย่างมีเหตุและผล ความใจเย็นของพระองค์เรียกได้ว่า คุณจะได้เข้าไปนั่งอ่านความคิดของพระองค์อย่างลึกซึ้ง Character ของพระองค์ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างโดดเด่น

แม้ว่า Marcus Aurelius จะยิ่งใหญ่มีอำนาจมากแค่ไหน แต่พระองค์ก็ต้องประสบกับปัญหาต่างๆ ในชีวิต ไม่ต่างอะไรจากพวกเราทุกคน ทั้งการสูญเสียญาติมิตรที่พระองค์รัก ความยากลำบากในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความทุกข์ยากที่พระองค์ต้องประสบในฐานะจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมัน  Meditations เป็นเสมือนเครื่องย้ำเตือนที่ช่วยให้พระองค์รับมือกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมีเหตุ มีผล และมองอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ว่าโลกภายนอกจะถาโถมเข้าใส่อย่างไรก็ตาม และช่วยให้พระองค์สามารถรับมือกับความไม่แน่นอน ของโลก และคนรอบข้าง และปฏิบัติต่อทุกชีวิตอย่างเท่าเทียมไม่ว่ายากดีมีจน ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว เป็นหรือตาย

บทเรียนที่สามารถนำมันไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

บทเรียนที่ 1 – คุณคือนายของความคิดตนเอง

Marcus Aurelius อธิบายว่า ตัวคุณนั่นแหละที่มีอำนาจควบคุมความคิดของตัวเอง ไม่ว่ารอบข้างจะเกิดอะไรขึ้น คุณเป็นคนเลือกเองว่า จะตีความสถานการณ์นั้นอย่างไร และนั่นแหละคือ สิ่งที่ควบคุมความรู้สึกของคุณ ยิ่งไปกว่านั้น ความสุขของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์รอบตัว แต่มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณกำลังคิดถึงมันต่างหาก นี่คือสิ่งที่ Marcus Aurelius เขียนเตือนตัวเองถึงการควบคุมความคิดของตัวเอง

inspiration_header

บทเรียนที่  2 – เราทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง

Marcus Aurelius เชื่อว่า ทุกคนนั้นมีหน้าที่ของตัวเอง สิ่งที่เราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำ และมันก็เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเราที่จะต้องทำมันให้สำเร็จ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง หน้าที่ที่เราถูกสร้างมาให้ทำ แล้วเราจะเกิดมาทำไมเล่า?

Marcus Aurelius ยังกล่าวอีกด้วยว่า หน้าที่ของคุณนี่แหละ คือสิ่งที่ลากคุณออกมาจากเตียงในทุกๆ เช้า “จริงอยู่ว่าคุณจะต้องนอนบ้าง แต่ธรรมชาติก็ตั้งลิมิตให้กับการนอนของคุณ – เหมือนอย่างการกินการดื่มของคุณที่มีลิมิตด้วยกันทั้งนั้น และคุณก็นอนเกินลิมิตแล้ว แต่คุณยังทำงานไม่ถึงลิมิตของตัวเอง! นั่นอาจเป็นเพราะคุณไม่ได้รักตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้นคุณก็คงจะรักธรรมชาติ และเคารพในสิ่งที่ธรรมชาติเรียกร้องจากคุณ คนที่รักในสิ่งที่พวกเขาทำนั้นจะทำมันอย่างหมกมุ่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พวกเขาอาจลืมกินข้าวหรือลืมอาบน้ำด้วยซ้ำ หรือคุณเคารพธรรมชาติของตัวเองน้อยกว่าช่างแกะสลักที่รักงานแกะสลักของเขา หรือนักเต้นที่รักการเต้นของเขา? เมื่อพวกเขาถูกครอบงำโดยงานที่เขารัก เขายอมที่จะไม่กินไม่นอนเพื่อจะฝึกฝนพัฒนาฝีมือของตัวเอง แล้วสำหรับคุณหละ งานช่วยเหลือผู้อื่นของคุณมันไม่สำคัญพอใช่ไหมคุณจึงไม่ลุกออกจากเตียง?”

บทเรียนที่  3 – อยู่กับปัจจุบัน

หนึ่งในคำสอนหลักของลัทธิ Stoic ก็คือ การมีสติอยู่เสมอและใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

บทเรียนที่  4 – การกระทำแย่ๆ นั้นเป็นผลมาจากความไม่รู้ ไม่ใช่ความไม่ดี

ผู้ที่เดินตามวิถีของ Stoic นั้นให้ความสำคัญกับการแสวงหาเหตุและผลเสมอ พวกเขาเชื่อว่า ความทุกข์และความชั่วร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นผลมาจากความไม่รู้ ดังนั้นหากมีใครซักคนประพฤติตัวไม่ควร หรือทำตัวไม่ดี นั่นก็เพราะว่า ความคิดของพวกเขานั้นไม่แจ่มแจ้ง ดังนั้นมันไม่ใช่หน้าที่ของเราที่ควรไปถือโทษโกรธใคร

event_header

บทเรียนที่  5 – ตักน้ำใส่กระโหลก ชะโงกดูเงาตัวเองบ่อยๆ

Marcus Aurelius เป็นนักนั่งสมาธิตัวยง ซึ่งมันช่วยให้พระองค์ได้มาก

gallery_header

บทเรียนที่  6 – เลิกสนใจว่า คนรอบข้างจะพูดว่าอะไร แล้วหันมาพัฒนาตัวเอง

Marcus Aurelius พูดอยู่เสมอว่า การมานั่งสนใจความคิดเห็นของผู้อื่นนั้นไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรเลยนอกจากเสียเวลาเปล่าๆ ไม่ว่าจะเป็นคำชมหรือคำด่าที่มาจากผู้อื่น ก็ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไร เพราะทั้งสองสิ่งนั้นไม่ได้ส่งผลถึงคุณค่าภายในของคุณหรือของใครเลย

บทเรียนที่  7 – ต่อสู้กับปัญหาอย่างไร

หนึ่งในคำสอนหลักใน “Meditation” ที่ Marcus Aurelius มักจะพูดถึงอยู่เสมอๆ ก็คือ การเปลี่ยนวิกฤติให้กลายเป็นโอกาส

นอกจากนี้แล้ว Marcus Aurelius ยังกล่าวย้ำอีกว่า เราควรรีบพุ่งชนทุกปัญหาที่เราเจอและแก้ไขมันให้ได้รวดเร็วที่สุด ดีกว่าเสียเวลามานั่งบ่นถึงปัญหา

“ถ้าแตงกวามันขม ก็โยนมันทิ้งไปซะ, ถ้าบนถนนมีกองไม้ขวางอยู่ เราก็แค่ต้องเดินอ้อมมันไป…เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปสงสัย ไม่ต้องไปถามว่า ‘ทำไมโลกถึงทำอย่างนี้กับฉันด้วย?’ ”

 

Marcus Aurelius ใช้ชีวิตของตนตามหลักคำสอนของสโตอิกอย่างเคร่งครัด พระองค์เข้าใจและยอมรับถึงธรรมชาติของโลกนี้อย่างหมดจด ไม่คาดหวัง ไม่ดื้อรั้นขัดขืนต่อความเชื่อของพระองค์ และไม่ได้นั่งอมทุกข์ด้วยความผิดหวังเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่พระองค์คิด การยอมรับในทุกสิ่งเท่านั้นที่จะเป็นหนทางสู่ความสุขที่แท้จริงของพระองค์ ไม่ว่าฝนจะตกหรือฟ้าจะร้อง เพราะในสายตาของชายผู้มองโลกด้วยเหตุและผลอย่างแท้จริง ทุกเหตุการณ์นั้นคือครู คือบทเรียน และคือโอกาสที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น

เพราะพระองค์เชื่อว่า ชีวิตนั้นเป็นอย่างที่มันเป็นเช่นนี้ถูกแล้ว พระองค์ไม่ได้คาดหวังให้มันเป็นอื่น ดังนั้นจึงสามารถน้อมรับมันด้วยรอยยิ้มและเมตตา ธรรมชาตินั้นจะไม่เปลี่ยนไป เราไม่ควรไปฝืนมัน การสู้กับสิ่งที่ไม่มีทางแพ้ได้นั้นเป็นการกระทำของคนโง่ และไม่ได้ทำให้เกิดอะไรดีขึ้นเลยนอกเสียจากจิตใจที่ว้าวุ่น ดังนั้นจึงไม่ควรมีเหตุการณ์ใดๆ สามารถส่งผลเหนือความสงบสุขในใจของเรา

ปล่อยให้สิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ ให้อยู่ในมือของพระเจ้าและธรรมชาติ แต่กับสิ่งที่คุณควบคุมได้นั้น   จิตวิญญาณ  อารมณ์  ความคิด  จงเรียนรู้ที่จะใช้มันเพื่อพัฒนาตัวของคุณเอง

มนุษย์ทุกคนล้วนจะต้องพบเจอกับความโศกเศร้า ความผิดหวัง ความเจ็บปวดมากมายในชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องมานั่งทนทุกข์อยู่กับมัน นั่นคือ ทางเลือกและอำนาจนั้นอยู่ในมือคุณ

Marcus Aurelius คอยย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอๆ ในบันทึกส่วนตัวของพระองค์ เพื่อที่ว่า พระองค์จะสามารถนำความรู้และปัญญาเหล่านี้ มาใช้เป็นเข็มทิศชีวิตนำทางได้ในทุกๆ วัน และในการทำอย่างนั้นนั่นเอง พระองค์ได้ปลดปล่อยตัวเองจากสิ่งที่สามารถทำร้ายพระองค์และจักรวรรดิของพระองค์ได้  ทั้งความเศร้า ความกลัว โกรธ และความผิดหวังใดๆ ก็ตาม

Cassius Dio นักประวัติศาสตร์แห่งจักรวรรดิโรมันได้กล่าวไว้สั้นๆ ในวันที่ Marcus Aurelius สวรรคตลงในปี ค.ศ 180 ว่า “ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของเรา ตอนนี้ได้ตกต่ำลงจากอาณาจักรแห่งทองคำ สู่อาณาจักรแห่งเหล็กและสนิม…เฉกเช่นเดียวกับชาวโรมันทั้งหลาย นับตั้งแต่วันนั้น”

นี่แหละคือ ความยิ่งใหญ่ของ Marcus Aurelius…The Last Good Emperor และ Philosopher King

Related Post :
Share It!