ให้งานของเรา “พูด” ดีกว่า…เอาตัวเราออกไป “โพส”

ว่ากันว่า ในโลกออนไลน์นั้นใครๆ ก็แจ้งเกิดและโด่งดังได้เพียงเสี้ยววินาที ขอแค่มีอินเตอร์เน็ต…ที่ไหนๆ ก็กลายเป็นเวทีของคุณได้ แต่…การจะมีตัวตนอยู่ในความสนใจของผู้คน นอกจากจะไม่เป็นการถาวรแต่อย่างใดแล้ว ยังถูกจับจ้องและถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้โดยง่าย อย่างที่ “โน้ต-พงษ์สรวง” แห่ง Dudesweet/ Third World (และอื่นๆ อีกมาก) มองว่า

“ผมว่า ยุคนี้เป็นยุคที่คนที่อยู่ในไฟเยอะๆ นี่ จะมีคนที่ว่างมากๆ คอมเม้นต์อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรื่องใดๆ แล้วเป็นความเห็นแบบไม่ได้กลั่นกรองด้วย สำหรับคนทำงานแล้วผมคิดว่า ยุคนี้ให้งานของเราพูดแทนตัวเราดีกว่าเอาตัวเองออกไปยืนโพส เพราะถ้าคนจะวิจารณ์ก็ให้เขาวิจารณ์ที่งาน อย่าวิจารณ์ตัวเรา ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่า หน้าอย่างนี้ทำงานอย่างนั้นอย่างนี้ ยุคนี้เป็นยุคที่คนวิจารณ์อะไรกันก็ไม่รู้แล้วนะ

“ฉะนั้นดีที่สุดคือ เอางานออกหน้า ไม่จำเป็นต้องมีหน้าเราคู่ไปกับงานตลอดเวลา ให้งานทำหน้าที่สื่อสาร คนอ่านหนังสือเขาก็อยากอ่านเขียน

มากกว่าเห็นหน้าคนเขียน หรืองานออกแบบเขาก็อยากเห็นผลงานมากกว่าหน้าดีไซเนอร์ มันไม่ใช่อะไรที่เราต้องไปยืนใส่ชุดสวยๆ แล้วบอกว่า ฉันเป็นนักเขียนเก่งมากนะคะ นี่ค่ะ…งานฉัน อันนั้นเอาไปทำหน้าห้องเรียนก็พอ”

โน้ตหล่นความเห็นแบบตรงไปตรงมา แสบๆ คันๆ มันๆ ถึงโลกอินเตอร์เน็ต ที่ใครๆ ก็สามารถสร้างภาพ สร้างตัวตน และเมื่อมีคนติดตามก็อาจจะเคลิบเคลิ้มและหลงลืมไปว่า โลกใบนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แถมยังมีนักเลงคีย์บอร์ดคอยช่วยหมุนอีกต่างหาก

“เมื่อก่อนแอนดี้ วอร์ฮอล จะบอกว่า คนเราจะดัง 15 นาทีใช่ไหม แต่ตอนนี้น้อยลงมาเยอะแล้ว 15 วิก็ไม่ถึง เพราะความสนใจของคนเปลี่ยนทุกวัน แต่ละวันจะมีคนที่ฟลุ๊กดังเยอะมาก และคิดว่ามันจะอยู่ตลอดไป แต่ไม่หรอก ให้ 2 วันเต็มที่ ยุคนี้เป็นยุคที่มีพื้นที่ให้คนเรียกร้องความสนใจมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงชื่อเสียงจะอยู่กับเราไม่นาน สุดท้ายจะอยู่ที่คนที่ทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเองจริงๆ มีความชัดเจน ทำด้วยความจริงใจเท่านั้น

“คือคำหยาบใครก็พูดได้ อวัยวะต่างๆ ใครก็โชว์ได้ แต่ความคิดที่มาจากความรู้สึกจริงๆ ต่างหาก คนยุคนี้จะมีความซัฟเฟอร์กับความวูบวาบของชื่อเสียง แล้วบางทีสุดท้ายก็กลายเป็นแค่หลักฐานอันน่าสังเวชใจในอินเตอร์เน็ต กลายเป็นภาพโป๊ๆ ที่คิดว่า จะทำให้เป็นธุรกิจได้ ไปขายของได้อะไรอย่างนี้”
บนความเร็วๆ และเร็วๆ ของข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามา ตัวตนแบบไหนที่จะอยู่บนโลกที่แข่งขันกันที่ความเร็วนี้…ได้

“เราต้องไม่สนใจตามเขานะครับ ต้องทำบุคลิกของเราให้ชัดเจนที่สุด เมื่อโลกเปลี่ยนไปเร็ว ความเป็นตัวของตัวเองก็จะกลับมา ถ้าเรามองซ้ายมองขวามากเราจะแกว่ง ในขณะที่คนต้องการงานที่มีความชัดเจนในตัวเอง มีบุคลิก มีน้ำเสียงเป็นของตัวเอง เราต้องพยายามสร้างมาตรฐานของตัวเอง ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งนั้นสิ่งนี้”

เช่นเดียวกับ “Third World” นิตยสารออนไลน์ของเขาที่ว่าด้วยศิลปะ วัฒนธรรม และความสนุกสนานของคนรุ่นใหม่ ที่แตกต่างด้วยความเป็นตัวของตัวเองที่เขาใส่ลงไปล้วนๆ จากสไตล์การเขียนแบบ Satire หรือเสียดสีที่หาไม่ได้ที่ไหน

“คือคำหยาบใครก็พูดได้ อวัยวะต่างๆ ใครก็โชว์ได้ แต่ความคิดที่มาจากความรู้สึกจริงๆ ต่างหาก คนยุคนี้จะมีความซัฟเฟอร์กับความวูบวาบของชื่อเสียง แล้วบางทีสุดท้ายก็กลายเป็นแค่หลักฐานอันน่าสังเวชใจในอินเตอร์เน็ต กลายเป็นภาพโป๊ๆ ที่คิดว่า จะทำให้เป็นธุรกิจได้ ไปขายของได้อะไรอย่างนี้”
บนความเร็วๆ และเร็วๆ ของข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามา ตัวตนแบบไหนที่จะอยู่บนโลกที่แข่งขันกันที่ความเร็วนี้…ได้

“เราต้องไม่สนใจตามเขานะครับ ต้องทำบุคลิกของเราให้ชัดเจนที่สุด เมื่อโลกเปลี่ยนไปเร็ว ความเป็นตัวของตัวเองก็จะกลับมา ถ้าเรามองซ้ายมองขวามากเราจะแกว่ง ในขณะที่คนต้องการงานที่มีความชัดเจนในตัวเอง มีบุคลิก มีน้ำเสียงเป็นของตัวเอง เราต้องพยายามสร้างมาตรฐานของตัวเอง ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งนั้นสิ่งนี้”

เช่นเดียวกับ “Third World” นิตยสารออนไลน์ของเขาที่ว่าด้วยศิลปะ วัฒนธรรม และความสนุกสนานของคนรุ่นใหม่ ที่แตกต่างด้วยความเป็นตัวของตัวเองที่เขาใส่ลงไปล้วนๆ จากสไตล์การเขียนแบบ Satire หรือเสียดสีที่หาไม่ได้ที่ไหน

“งานเขียนแนวนี้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่นะ เมื่อก่อนวรรณกรรมไทยจะเสียดสีและมีอารมณ์ขันเยอะมาก ผมโตมากับงานเขียนแนวนี้ พอเอากลับมาเขียนใหม่ก็เหมือนเป็นการรีไซเคิลสิ่งที่เราชอบ ซึ่งบางคนก็เก็ตบางคนก็ไม่เก็ต ก็ไม่เป็นไรเพราะการอ่านต้องใช้ประสบการณ์ของตัวเองตีความอยู่แล้ว”
เหตุผลสำคัญที่เขาเลือกใช้การเขียนแนวเสียดสีก็เพื่อให้เกิดอารมณ์ขัน ประเด็นปัญหาต่างๆ ที่หยิบยกมาก็น่าจะเบาลง และชวนรับฟังยิ่งขึ้น

“เพราะอินเตอร์เน็ตยุคนี้เป็นยุคที่คนแสดงความเกลียดชังได้ง่ายดายเกินไปแล้ว เราวิจารณ์กันด้วยอารมณ์ที่รุนแรง แล้วบางทีก็มีความเกลียดชัง แต่ถ้าเรามองปัญหาด้วยอารมณ์ขัน ด้วยอารมณ์ที่ดี เราจะค่อยๆ เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น การวิเคราะห์ก็จะมาในอีกโทนหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าโพสิทีฟกว่า

“วัตถุประสงค์ของThird World คือ ทำเว็บให้อ่านเพลินๆ สนุกๆ ไม่ได้ยัดเยียดข้อมูลมาก ไม่ได้มีหลักการดำเนินชีวิตอะไรมานำเสนอทั้งสิ้น และไม่ได้เป็นผู้น่าเชื่อถือด้วย คือผมไม่ต้องการเป็นสื่อที่น่าเชื่อถือหรืออ้างอิงใดๆ อ่านให้เพลินๆ และคิดอะไรสักอย่างหนึ่งออกมาก็พอแล้ว”

ในฐานะที่เป็นคนทำออนไลน์คอนเท้นต์ยุคแรกๆ และใครต่อใครก็บอกว่า “Content is king.” เอาจริงๆ แล้วคอนเท้นต์ที่ดีควรจะเป็นอย่างไร

“ผมว่า เราน่าจะกลับไปที่หลักการเขียนแบบ Old School ที่มีโครงสร้างของการเขียนแบบมีบทนำ มีเนื้อหาที่จะนำเสนอ มีบทสรุป มีข้อเสนอแนะ จริงๆ ถ้าอ่าน Third World ทุกอันจะยึดโครงสร้างที่เราเรียนกันมาตั้งแต่ประถมอยู่เสมอ มีแค่สีสันอารมณ์การเขียนเท่านั้นที่ต่างไป สำหรับผมงานเขียนที่ไม่รอดคือ งานเขียนที่ไม่มีแก่น อ่านเสร็จแล้วเหมือนจะไม่รู้ว่าอ่านอะไรอยู่ ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่าเป็นงานเขียนที่ไม่เข้าถึงหัวใจคน”

ให้อย่างไรศิลปะทุกแขนงก็ต้องสามารถที่จะจับหัวใจคนได้ ไม่เว้นแม้แต่ยุคที่ต้องแข่งกันเร็ว แข่งกันโพสต์ การสามารถยืนยันความเป็นตัวของตัวเองได้มากเท่าไหร่ มีรากหยั่งลึก มีพื้นฐานหนักแน่นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเติบโตงอกงามได้มั่นคงเท่านั้น

“เอาจริงๆ ผมมีความเป็น Old School ในตัวเยอะมาก เป็นคนทำอะไรมีแบบแผน ถ้าจะต้องสอนใครสักคนก็จะบอกว่าอย่าข้ามขั้นตอน เราชอบอยู่กับคำว่าให้คิดนอกกรอบใช่มั้ย แต่การจะคิดนอกกรอบได้ เราต้องรู้ก่อนว่า ในกรอบนั้นมีอะไร เวลาทำงานเราต้องรู้ว่า มีขั้นตอนอะไรบ้าง แล้วแต่ละขั้นตอนนั้นน่ะมีอะไรที่เราบิดมันได้ ทำให้มันน่าสนใจได้ขึ้นบ้าง”

เมื่อไหร่ที่สามารถสร้างงานได้โดดเด่นแตกต่างและเป็นตัวของตัวเอง เมื่อนั้นงานของคุณก็จะมี “ตัวตน” และพูดแทนคุณได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียงใดๆ ออกมา—เชื่อสิ!

โน้ต พงษ์สรวง
Dudesweet / Third World

#BeTheVICTOR #CIMBTHAIBank

Related Post :
Share It!