Be The Victor อยากชวนคุณไปเปิดมุมมองต่อชีวิตและหันกลับมาคิดถึงความหมายของคำว่า “ความสำเร็จ (Success)” กับผู้เชี่ยวชาญด้าน Innovation ระดับโลกและศาสตราจารย์ประจำ Harvard Business School หนึ่งในบุคคลที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก กับบทความจาก Harvard Business Review เรื่อง “How will you measure your life?” ของ เคลย์ตัน คริสเตนเซน (Clayton Christensen) แต่วันนี้เขาไม่ได้จะมาสอนเราเรื่องธุรกิจ แต่เป็นการมองชีวิตตัวเองผ่านมุมมองของนักธุรกิจต่างหาก…พร้อมกันแล้วหรือยัง?

 

ห้องเรียนของเคลย์ตัน คริสเตนเซนถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักศึกษาเข้าใจว่า ทฤษฏีการบริหารที่ดีนั้นเป็นอย่างไรและมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? เพื่อช่วยให้นักศึกษาเข้าใจได้ง่ายขึ้น เขาจะพยายามหยอดทฤษฏีแบบต่างๆ เพื่อช่วยให้นักเรียนได้เปิดมุมมองใหม่ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโต นำไปสู่ Innovation โดยเขาชอบที่จะให้ยกตัวอย่าง case study ต่างๆ จากธุรกิจที่สำเร็จจริง ล้มเหลวจริง เพื่อดูว่า อะไรคือสิ่งที่ดี? อะไรคือสิ่งที่ผิดพลาด? ในวันสุดท้ายของห้องเรียน เขาลองขอให้นักศึกษาหยุดมอง case และกลับไปมองชีวิตของตัวเองแทน…เพื่อหาคำตอบให้กับ 3 คำถามนี้

  1. เราจะมีความสุขในหน้าที่การงานของเราได้อย่างไร?
  2. เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ความสัมพันธ์ของครอบครัวเราจะเป็นสิ่งที่มอบความสุขให้เราไปตลอดชีวิต?
  3. เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ชาตินี้เราจะไม่ต้องติดคุก?

 

สิ่งกระตุ้นที่ดีที่สุดในชีวิต

เคลย์ตันได้แนะนำหนึ่งในทฤษฏีที่ช่วยในการตอบคำถามแรก – เราจะมีความสุขในหน้าที่การงานของเราได้อย่างไร? – มาจาก Frederick Herzberg ที่เสนอว่า “สิ่งกระตุ้นที่ดีที่สุดในชีวิต ไม่ใช่เงิน แต่เป็นโอกาสในการเรียนรู้ เติบโตและได้รับมอบหมายความรับผิดชอบที่มากขึ้น ได้ช่วยเหลือผู้อื่น และได้รับการชื่นชมยอมรับในความสำเร็จ”

ลองจินตนาการถึงผู้บริหารคนหนึ่งที่ออกจากบ้านมาทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม แล้วก็จินตนาการภาพของเธอขับรถกลับบ้าน 10 ชั่วโมงให้หลังด้วยความรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีค่า น้อยเนื้อต่ำใจ หงุดหงิด ไม่ได้รับโอกาสแสดงฝีมือ แล้วจินตนาการไปถึงว่า ความมั่นใจในตัวเองเหือดแห้งไปจนหมดจะส่งผลกับวิธีที่เธอคุยกับลูกๆ ของเธอที่บ้านอย่างไร?

จินตนาการต่อข้ามไปวันต่อไป ผู้บริหารคนเดิมกำลังขับรถกลับบ้านแบบมั่นใจเต็มเปี่ยม  ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากมาย  ได้รับการยอมรับจากความสำเร็จของเธอ หรือได้ทำโปรเจ็กต์สำคัญๆ สำเร็จ ลองคิดดูว่า มันจะส่งผลบวกมากขนาดไหน? เมื่อเธอกลับถึงบ้านไปคุยกับสามีและลูกๆ ของเธอ

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากจินตนาการในครั้งนี้ก็คือ จริงๆ อาชีพผู้บริหารก็เป็นอาชีพที่น่ายกย่องเอามากๆ ถ้าทำมันถูกวิธี มันไม่ได้มีหลายอาชีพนักหรอกที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ เจริญเติบโต มีหน้าที่และความรับผิดชอบ มีโอกาสที่จะได้รับการยกย่องจากผลงานและความสำเร็จ

นักศึกษาของเขาหลายคนเข้ามาเรียนโดยคิดว่า การทำธุรกิจนั้นหมายถึง ซื้อของ ขายของ และลงทุนในองค์กรต่างๆ มันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเหลือเกิน เพราะของพวกนั้น มันไม่ได้เติมเต็มคุณได้เหมือนอย่างการได้สร้างคนขึ้นมา ก่อนที่พวกเขาจะเรียนจบไป เขาอยากให้พวกเขาเข้าใจสิ่งนี้

 

ชีวิตต้องการกลยุทธ์ (Strategy)

สำหรับการตอบคำถามข้อที่ 2 – เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ความสัมพันธ์ของครอบครัวเราจะเป็นสิ่งที่มอบความสุขให้เราไปตลอดชีวิต?สิ่งที่เราต้องนึกถึงก็คือว่า “เราวางแผนและประยุกต์ใช้กับชีวิตของเราอย่างไร?” ถ้าเรามองถึงองค์กรซักแห่ง Strategy จะถูกเขียนขึ้นให้ตรงกับความต้องการขององค์กรและสิ่งที่พวกเขาต้องการจะทำให้สำเร็จ แต่ถ้าองค์กรมีการจัดสรรทรัพยากรไม่ดี ผลลัพธ์ที่ได้นั้นอาจตรงกันข้ามกับสิ่งที่ต้องการโดยสิ้นเชิง แต่เพราะว่า ระบบการตัดสินใจภายในองค์กรนั้นถูกดีไซน์ให้ใช้ทรัพยากร หรือเม็ดเงินไปกับสิ่งที่เห็นผลจับต้องได้มากที่สุด เห็นผลตอบแทนเร็วที่สุด มันทำให้หลายๆ องค์กรติดอยู่ในกับดักของการลงทุนระยะสั้นๆ และขาดแคลนการลงทุนในสิ่งที่จะสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

เคลย์ตันกล่าวว่า “ตั้งแต่ปีค.ศ. 1979 ผมได้เห็นเพื่อนร่วมรุ่นของผมจาก Harvard หลายต่อหลายคน กลับมางานเลี้ยงรุ่นด้วยสีหน้าอมทุกข์ หย่าร้างกับคู่ของพวกเขา ถูกรังเกียจโดยลูกๆ ผมบอกคุณได้ตรงนี้เลยว่า ไม่มีใครซักคนที่เรียนจบไปพร้อมด้วยความฝันว่า จะหย่ากับภรรยาหรือเลี้ยงลูกมาให้เกลียดพวกเขา แต่หลายๆ คนก็เลือก Strategy ที่นำพาชีวิตไปสู่จุดนั้น เหตุผลคืออะไร? เหตุผลก็เพราะว่า พวกเขาไม่เคยหยิบเอาความต้องการที่แท้จริงของชีวิต มาวางไว้ตรงกลางของโฟกัส พวกเขาไม่ได้จัดสรรทรัพยากรของพวกเขา ทั้งเวลา ความสามารถ และพลังงาน ไปให้กับเป้าหมายระยะยาว”

มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวเหมือนกันนะที่ส่วนใหญ่ของนักศึกษาระดับหัวกะทิจากทั่วโลกกว่า 900 คนที่ผ่านเข้ามาใน Harvard ไม่เคยคิดแบบจริงจังว่า เป้าหมายในชีวิตของพวกเขาคืออะไร? เคลย์ตันมักจะบอกพวกเขาเสมอว่า “เวลาเรียนนี่แหละ อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วนะที่เขาจะได้หาคำตอบให้กับคำถามนั้น” ถ้าพวกเขาคิดว่า พวกเขาจะมีเวลามากกว่านี้ หรือมีแรงคิดมากกว่านี้ พวกเขาก็บ้าไปแล้วล่ะ เพราะชีวิตมันมีแต่จะวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ต้องกู้เงินสร้างบ้าน อีกซักพักก็ต้องเริ่มทำงานอาทิตย์ละ 70 ชั่วโมง เดี๋ยวก็ต้องแต่งงาน มีลูกอีก

สำหรับเคลย์ตันแล้ว การมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนถือเป็นเรื่องสำคัญสุด เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาต้องใช้เวลาคิดพิจารณานานแสนนานกว่าที่จะเข้าใจ ตอนที่เขายังเรียนอยู่ที่ Oxford มันเป็นชั้นเรียนที่ยากและการแข่งขันสูงอย่างมาก ตอนนั้นเขาก็ตัดสินใจว่า จะใช้เวลาวันละหนึ่งชั่วโมงทุกวันไปกับการอ่านหนังสือพัฒนาตนเอง  คิดทบทวนเรื่องต่างๆ รวมถึงนั่งสวดมนต์เพื่อหาเหตุผลว่า ทำไมพระเจ้าถึงให้เขาเกิดมาในโลกใบนี้?

“มันเป็นการตัดสินใจที่ยากที่จะทำได้จริง เพราะในทุกชั่วโมงที่ผมทำมันนั้น มันหมายถึงว่า ผมหมดเวลา 1 ชั่วโมงที่ควรจะใช้อ่านวิชา Applied Econometrics ตอนนั้นผมลังเลเหมือนกัน ไม่รู้ว่า ควรจะหันหนีจากการอ่านหนังสือไหม? แต่สุดท้ายผมก็ยืนยันที่จะทำมันอยู่ดี และนั่นคือ สิ่งที่ช่วยให้ผมค้นพบความหมายในชีวิตที่แท้จริงของตัวเอง

ถ้าผมเลือกจะใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงนั้นไปกับการทบทวนวิชา Applied Econometrics และเทคนิคต่างๆ ผมคงจะดำเนินชีวิตผิดพลาดอย่างร้ายแรงเลย ผมอาจจะได้ใช้วิชาที่ผมเรียนปีละครั้งสองครั้ง แต่ผมเลือกลงทุนในการหาความหมายของชีวิตที่ผมได้ใช้ในทุกวัน มันกลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์มากที่สุดที่ผมเคยได้เรียนมา ผมให้สัญญากับพวกนักศึกษาว่า “ถ้าพวกเขาใช้เวลาหาเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต พวกเขาจะมองกลับมาและพบว่า นี่คือความรู้ที่สำคัญที่สุดที่พวกเขาจะได้ออกไปจากรั้ว Harvard”

ถ้าพวกเขาจบออกไปแบบไม่รู้ว่า เป้าหมายในชีวิตของตัวเองคืออะไร? มันก็เหมือนผมส่งพวกเขาออกไปในทะเลคลั่งแห่งชีวิต แบบไม่มีเสากระโดงเรือ การมีเป้าหมายในชีวิตสำคัญกว่าความรู้ไหนๆ สำคัญกว่าการทำ 4Ps หรือการทำ Five Forces Analysis

ส่วนตัวผมเอง เป้าหมายในชีวิตของผมมีรากมาจากความเชื่อทางศาสนา แต่ศาสนาก็ไม่ใช่แค่สิ่งเดียวที่สามารถมอบเป้าหมายในชีวิตให้คุณ ยกตัวอย่างลูกศิษย์ของผมคนหนึ่ง เป้าหมายของเขาคือ การนำความซื่อสัตย์และเจริญรุ่งเรืองมาสู่เศรษฐกิจของประเทศ และมีลูกที่จะมามุ่งมั่นสืบทอดปณิธานนี้ไปจากเขา เป้าหมายของเขาโฟกัสไปที่ครอบครัวของตนเองและผู้อื่น

ทางเลือกหรือความสำเร็จในอาชีพนั้นเป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายวิธีที่จะช่วยให้คุณทำเป้าหมายในชีวิตของคุณสำเร็จ แต่มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าเรียนจบสูงๆ แต่ไม่มีเป้าหมายในชีวิต? ชีวิตเราจะไม่กลวงหรือ? ” เคลย์ตันกล่าว

 

บริหารทรัพยากรให้ดี

วิธีการจัดสรรทรัพยากรของคุณ ทั้งเวลา พลังงาน และความสามารถ เป็นสิ่งที่จะบอกคุณว่า Strategy ในชีวิตของคุณคืออะไร?

เคลย์ตันมีธุรกิจส่วนตัวมากมายที่พยายามแย่งทรัพยากรเหล่านี้ เขาพยายามทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับภรรยาผมดี เขาพยายามเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม เขาพยายามช่วยเหลือสังคม พยายามจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน พยายามช่วยเหลือโบสถ์ของเขา และอื่นๆ อีกมากมาย เขาเองก็เจอปัญหาเหมือนที่องค์กรปกติต้องเจอ เขามีเวลา พลังงาน และความสามารถที่จำกัด คำถามคือ เขาจะจัดสรรทรัพยากรของผมอย่างไรดี?

เขากล่าวว่า “การจัดสรรทรัพยากรอาจทำให้ชีวิตของคุณผิดจากภาพที่คุณจินตนาการไว้จากหน้ามือเป็นหลังมือ บางครั้งนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี มันอาจเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยคิดฝันว่าจะได้รับ แต่ถ้าคุณจัดสรรทรัพยากรผิดพลาด มันก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์แย่ๆ ผมลองมองกลับไปที่ชีวิตของเพื่อนร่วมรุ่นของผมหลายคนที่ทุ่มเทลงทุนไปกับชีวิตที่ไร้ความสุข ล่องลอย และไร้ความหมาย แล้วก็พบว่า ปัญหาทั้งหมดย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นเดียวกัน นั่นคือ การมองแค่ระยะสั้น

คนประเภทที่ต้องการประสบความสำเร็จมากๆ ในชีวิต – ซึ่งผมบอกคุณได้เลยว่า นั่นหมายถึงเด็ก Harvard ทุกคน – เวลาที่พวกเขามีเวลาเหลือ หรือมีพลังงานเหลืออยู่ในถัง พวกเขาจะทุ่มทรัพยากรเหล่านี้ไปกับกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนที่จับต้องได้มากที่สุด โดยส่วนมากแล้วนั่นหมายถึงงาน เพราะมันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ที่สุดแล้วว่า คุณกำลังก้าวหน้าอยู่ คุณขายสินค้า คุณทำงานดีไซน์ให้เสร็จ ทำ Presentation จบ ปิดการขายได้ ตีพิมพ์หนังสือ ได้รับเงินเดือน ได้เลื่อนตำแหน่ง

กลับกัน ถ้าคุณเอาทรัพยากรเหล่านี้ไปลงกับการเลี้ยงลูก หรือกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว มันไม่ได้ให้ผลตอบแทนในระยะสั้นที่จับต้องได้ขนาดนั้น เด็กๆ ทำผิดพลาดในทุกวัน คุณอาจต้องใช้เวลาอีก 20 ปี กว่าจะสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ผมเลี้ยงลูกได้ดี” เพราะเหตุนั้นเอง มันทำให้หลายๆ คนมองข้ามความสัมพันธ์ในครอบครัว มองข้ามเรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในทุกวัน แต่ก็ยังมองไม่เห็นผลกระทบของมัน คนส่วนใหญ่มักตกอยู่ในหลุมพรางเรื่องนี้ พวกเขาลงทุนกับอาชีพการงานเยอะไป และลงทุนกับความสัมพันธ์ในครอบครัวน้อยจนเกินไป – แม้ว่า ครอบครัวที่อบอุ่นจะเป็นบ่อเกิดของความสุขที่ยั่งยืนและทรงพลังที่สุดก็ตาม

ถ้าคุณลองมองดูบ่อเกิดของหายนะทางธุรกิจ คุณจะพบว่า โดยส่วนมากแล้ว มันเกิดขึ้นจากการให้ความสำคัญกับผลตอบแทนระยะสั้นมากเกินไปทั้งสิ้น…แล้วถ้าคุณมองชีวิตผ่านเลนส์เดียวกันล่ะ? คุณก็จะเห็น Pattern ที่เหมือนกัน: สิ่งที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สำคัญที่สุด แต่ดันเป็นสิ่งที่พวกเขาลงทุนทรัพยากรให้น้อยที่สุด”

 

สร้างวัฒนธรรม

มีโมเดลหนึ่งที่เคลย์ตันใช้สอนนักศึกษาเสมอ เรียกว่า “Tools of Cooperation” หรือเครื่องมือแห่งความร่วมมือ ซึ่งพูดแบบง่ายๆ ว่า การเป็นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์นั้นไม่ได้เจ๋งอะไรมากมายขนาดนั้น ลองนึกภาพตามดูนะ มันเป็นเรื่องนึงถ้าคุณจะมีสายตาที่เฉียบแหลม สามารถมองผ่านอนาคตอันไม่แน่นอน และวางแผนการรับมือได้อย่างถูกต้อง

แต่มันเป็นอีกเรื่องนึงโดยสิ้นเชิงที่จะพยายามโน้มน้าวลูกทีมที่อาจไม่ได้มีสายตาเฉียบแหลมเท่าคุณ ให้มาทุ่มเททำงานหนักเพื่อเป้าหมายเดียวกัน การรู้ว่า ต้องใช้เครื่องมือแบบไหนถึงจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนั่นต่างหาก คือ Skill ที่ผู้บริหารจำเป็นต้องมีมากที่สุด

เหรียญมีสองด้านเสมอ – ด้านหนึ่งคือ ทุกคนในทีมจะเห็นด้วยกับเป้าหมายนี่ต้องการจะทำให้สำเร็จไหม? ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ พวกเขาเห็นด้วยในเส้นทางที่ควรจะเดินเพื่อไปให้ถึงเป้าหรือไม่?

เวลาที่เสียงเริ่มแตกและเริ่มมีคนไม่เห็นด้วยกับด้านใดด้านหนึ่ง หลายคนก็มักจะหยิบเอา ‘อาวุธหนัก’ ออกมาใช้ นั่นอาจเป็นการขู่ บังคับ ว่ากล่าว หรือลงโทษ หลายๆ องค์กรตกอยู่ในวังวนแบบนี้ โดยคนที่มีหน้าที่ถือแส้ไปบังคับให้ทุกคนทำตามก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผู้บริหารนี่ล่ะที่จะต้องไปบอกลูกน้องว่า ทำแบบนี้ เพื่อให้ได้ผลแบบนั้น!

ท้ายที่สุดแล้ว คนก็ไม่คิดด้วยซ้ำว่า วิธีการที่ทำอยู่ตอนนี้มันจะส่งผลถึงความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน? พวกเขาแค่ทำตามใบสั่งที่ได้รับมา แทนที่จะคิดคำนวณถึงการตัดสินใจของพวกเขา ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อหวังว่า หากทุกคนทำตามอย่างเคร่งครัด และได้ผลลัพธ์ที่ดีออกมาซ้ำไปซ้ำมาบ่อยๆ ทุกคนก็จะเห็นพ้องต้องกันเองโดยธรรมชาติ วัฒนธรรมองค์กรก็จะสร้างตัวเองขึ้นมาโดยปริยาย – มันเป็นหนึ่งในเครื่องมือบริหารที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน

ย้อนกลับไปที่คำถาม “เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ความสัมพันธ์ของครอบครัวเราจะเป็นสิ่งที่มอบความสุขให้เราไปตลอดชีวิต?” คุณจะพบสิ่งหนึ่งที่คล้ายกัน พ่อแม่มักจะใช้ ‘อาวุธหนัก’ กับลูกๆ ของตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่า ลูกๆ จะประพฤติตัวอยู่ในกรอบที่พวกเขากำหนดขึ้นมา แต่เมื่อเด็กเริ่มโตจนกลายเป็นวัยรุ่น อาวุธหนักนั้นก็เริ่มใช้ไม่ได้แล้ว นี่คือช่วงเวลาที่พ่อแม่จะเริ่มคิดได้ว่า บางทีพวกเขาควรใช้เวลาอบรมสั่งสอนเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อสร้างวัฒนธรรมครอบครัวที่ทุกคนรับฟังซึ่งกันและกันด้วยความเคารพ มากกว่าจะด้วยการหลับหูหลับตาฟังคำสั่งเพราะกลัวอาวุธหนัก

ครอบครัวไม่ต่างจากองค์กร ภายในมันมีวัฒนธรรมอยู่เป็นของตัวเอง ถ้าคุณอยากให้ลูกของคุณเติบโตเป็นคนที่แข็งแกร่ง มั่นใจในตัวเอง และไม่ย่อท้อเวลาเจออุปสรรคยากๆ ไอ้ความสามารถพวกนี้ มันไม่ใช่อยู่ดีๆ จะโผล่มาในตัวลูกคุณเหมือนมีเวทย์มนต์นะ คุณจะต้องดีไซน์มันขึ้นมา คุณจะต้องค่อยๆ สั่งสอนมันผ่านวัฒนธรรมครอบครัว และมันก็จะดีกว่า ที่คุณจะเริ่มคิดถึงมันตั้งแต่ตอนนี้

ลูกก็ไม่ต่างอะไรจากพนักงาน หากคุณอยากให้พวกเขาคิดได้ ทำงานยากเป็น คุณก็ต้องเริ่มสร้างความมั่นใจให้พวกเขาตั้งแต่เนิ่นๆ ให้เขาได้รับประสบการณ์ในการแก้ปัญหา

 

อย่าตกหลุมพราง “ครั้งเดียวไม่เป็นไรหรอก”

กลับมาที่คำถามที่สามของเรา “เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ชาตินี้เราจะไม่ต้องติดคุก?”

ถ้าคุณเชื่อว่า คุณเป็นคนดีอยู่แล้ว และการทำผิดซักหนึ่งครั้งในร้อยครั้งมันคงไม่เป็นอะไร มันดึงดูด ยั่วใจให้คุณลองซักครั้ง และคุณอาจมองไม่เห็นถึงผลกระทบทั้งหมดที่มันจะนำมา หลายคนใช้มันเป็นเป็นข้อแก้ตัว เพียงเพราะคุณทำ “แค่ครั้งเดียว”

ลองนึกภาพว่า ถ้าคุณเป็นผู้บริหารตำแหน่งใหญ่โตซักคน คุณประพฤติตัวดีเป็น 10,000 วัน แต่การทุจริตเพียงแค่วันเดียวก็สามารถทำลายทุกสิ่ง ทำลายทั้งชีวิตของคุณและครอบครัว ทำลายองค์กรได้อย่างไม่เป็นท่า แล้วก็จบลงด้วยการติดคุก ตัวอย่างมีให้เห็นมานักต่อนักแล้ว

หนึ่งในบทเรียนอันล้ำค่าก็คือ มันง่ายกว่าที่จะซื่อตรงต่ออุดมการณ์ของตัวเอง 100% มากกว่าจะทำมัน 98%

เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มมีข้อยกเว้น “แค่ครั้งเดียว” เมื่อนั้นแหละที่มันจะเริ่มมีข้อยกเว้นอื่นเพิ่มมาเรื่อยๆ และในที่สุดแล้วคุณก็จะต้องเสียใจกับการกระทำของคุณอย่างแน่นอน และอาจสายเกินไปเมื่อเส้นทางสู่ความสำเร็จที่มุ่งหมายกลายเป็นชีวิตในคุกแทน

 

อย่าลืมที่จะถ่อมตัวอยู่เสมอ

เคลย์ตันให้ลูกศิษย์นิยามคนที่ถ่อมตัวที่สุดที่พวกเขารู้จัก หนึ่งลักษณะที่โผล่ขึ้นมาบ่อยที่สุดก็คือ พวกเขาเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง รู้ดีว่า ตัวเองเป็นใครและรู้สึกดีในสิ่งที่พวกเขาเป็น  ลูกศิษย์ของเขาเห็นพ้องต้องกันว่า คนที่ถ่อมตัวนั้นไม่ได้จำเป็นว่า จะต้องพูดจาดูถูกตัวเอง หรือยกย่องผู้อื่น แต่มันหมายถึงว่า พวกเขาให้ความเคารพต่อผู้อื่นมากขนาดไหนต่างหาก ความประพฤติที่ดีจะมาจากความคิดที่ดี ถ้าให้ยกตัวอย่าง คุณจะไม่มีวันขโมยของจากใครเพราะคุณเคารพพวกเขามากจนเกินไป คุณก็คงจะไม่โกหกพวกเขาด้วยเหตุผลที่คล้ายกัน

มันจึงสำคัญที่คุณจะต้องออกไปเผชิญโลกด้วยความถ่อมตัว

ตั้งแต่ตอนที่คุณยังเป็นเด็ก คุณได้รับคำอบรมสั่งสอนจากคนที่ฉลาดกว่า มีประสบการณ์มากกว่าคุณมาโดยตลอด ทั้งพ่อแม่ ทั้งครูบาอาจารย์ แต่เมื่อวันหนึ่งที่คุณเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Harvard หรือที่อื่นก็ตาม คุณจะพบว่า คนส่วนมากที่คุณเจอในแต่ละวันอาจไม่ได้ฉลาดไปกว่าคุณ และถ้าความคิดในหัวของคุณคือ “มีแต่คนที่ฉลาดกว่าฉันเท่านั้นที่มีสิทธิ์มาสอนอะไรฉันได้” คุณก็จะพบว่า คุณจะแทบไม่ได้มีวันเรียนรู้อะไรเลย!

กลับกัน ถ้าคุณมีความถ่อมตัวและมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้จากทุกคน โอกาสในการเรียนรู้ของคุณจะไม่มีลิมิต โดยธรรมชาติแล้วคนเราจะถ่อมตัวได้ต่อเมื่อพวกเขารู้สึกดีกับสิ่งที่พวกเขาเป็น และเชื่อเถอะ คุณควรรายล้อมตัวเองไปด้วยคนที่รู้สึกดีต่อสิ่งที่พวกเขาเป็น

เวลาที่เราเห็นคนที่อวดดี อวดเก่ง ชอบทับถมผู้อื่น โดยส่วนมากแล้วมักจะมีต้นตอมาจากความไม่มั่นใจในตัวเองทั้งสิ้น พวกเขาต้องเหยียบคนอื่นลงไป เพื่อให้รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่สูงขึ้น

 

ตั้ง KPI ของตัวเองให้ดี

เมื่อเคลย์ตันตรวจพบว่า ตัวเองเป็นมะเร็ง และถูกบังคับให้ต้องเผชิญหน้ากับความจริงว่า ชีวิตผมคงจะสั้นกว่าที่วางแผนไว้…เคราะห์ดีที่ดูเหมือนว่า เขาอาจจะได้อยู่นานขึ้นอีกนิด แต่ประสบการณ์นี้สอนอะไรให้เขามากมาย

“ผมรู้ดีว่า ความคิดและมุมมองของผม สร้างรายได้ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งมหาศาล ผมรู้ตัวดีว่า ผมสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แต่วันที่ผมต้องต่อสู้กับมะเร็ง ทุกสิ่งไร้ค่าไปในทันที

ผมรู้ได้ในทันทีว่า KPI ที่พระเจ้าใช้วัดชีวิตของผมนั้น ไม่ใช่เม็ดเงิน Dollars ที่ผมสร้างขึ้น แต่เป็นจำนวนของชีวิตคนที่ผมได้มีโอกาสช่วยให้ดีขึ้น

ผมเชื่อจริงๆ นะว่า สุดท้ายแล้ว นี่ล่ะที่เป็น KPI ของเราทุกคน อย่าไปนั่งสนใจว่า ตอนนี้คุณได้เงินเดือนเท่าไหร่? หรือได้ห้องทำงานส่วนตัวหรือยัง? แต่หันไปให้ความสำคัญกับจำนวนคนที่คุณได้ช่วยเหลือ ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น และช่วยให้พวกเขาเป็นคนที่ดีขึ้นเถอะ”

เคลย์ตันอยากให้คุณลองนึกถึง KPI ที่จะใช้วัดความสำเร็จของคุณในวันสุดท้าย  อะไรคือความสำเร็จของคุณในวันที่เม็ดเงินในบัญชี รถสปอร์ต และนาฬิกาหรูที่คุณมีทั้งหมดไร้ความหมาย? อะไรที่จะทำให้คุณมองว่า คุณมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จในวันนั้น?

 

Be The Victor อยากชวนให้คุณลองคิดและทบทวนถึงความสำเร็จที่แท้จริงของชีวิตเช่นกัน…โลกจะจดจำคุณว่าอะไร?

Related Post :
Share It!