เรียบง่าย ชัดเจน แต่ทว่าลึกซึ้ง สำหรับหลักการในการสร้างสรรค์งานและใช้ชีวิตของ “พลพัฒน์ อัศวะประภา” แห่ง Asava Group
เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า Asava, ASV และร้านอาหาร Sava Dining ที่นับวันจะยิ่งเติบโตแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

 

“เราเริ่มจากคน 4 คนในห้องเก็บของ ถึงตอนนี้เรามีพนักงาน 100 คน ท่ามกลางความเติบโตนี้ ผมคิดว่า ความละเอียดอ่อนในการบริหารคนเป็นสิ่งที่ยากที่สุด
องค์กรจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่ตัวเราว่า ใส่อะไรเข้าไปในองค์กร อยากให้พนักงานมีค่านิยม มีมุมมองอย่างไร สุดท้ายแล้วเราอาจไม่ได้มองเป้าหมายของเราว่าสำคัญที่สุด
แต่เราพยายามจะขนานไปกับคนในองค์กร พยายามจะบอกว่า ไม่ต้องเสียสละอะไรให้องค์กร เพียงแต่ต้องมีระเบียบวินัยและมีแพซชั่นในการทำงาน หาทางให้ไปด้วยกันได้
เพราะเราเชื่อว่า ถ้าทุกคนมีความสุข มีค่านิยมร่วมกัน มองเห็นความงามในอุดมคติร่วมกัน มีปรัชญาในการใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน ก็จะเป็นสังคมที่มีความสุข น่าอยู่ น่าทำงาน”

 

คุณหมูพูดถึงองค์กรที่เติบโตงอกงามเกินกว่าที่คาดคิดไว้
“เราทำแบรนด์มาก็อยากให้แบรนด์เรามีนนิ่งฟูล ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นแค่คนขายเสื้อ จริงๆ ก็คนขายเสื้อนั่นละ (หัวเราะ) แต่เราอยากให้เสื้อเรามีความหมาย และมีคุณค่ากับชีวิตของคนที่ซื้อเสื้อผ้าเราไป

 

ปีหน้า Asava จะครบ 10 ปี เราก็อยากจะมีโปรเจ็กต์ที่ทำงานร่วมกับศิลปินที่อยู่นอกวงการแฟชั่นมากขึ้น เพื่อให้เขาถ่ายทอดเรื่องราวแฟชั่นให้คนที่เคยมองแฟชั่นอีกแบบ

 

“คือ โลกแฟชั่นเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เราต้องหาแพลตฟอร์มใหม่ๆ เดี๋ยวนี้คนไม่ได้บูชาดีไซเนอร์เหมือนสมัยก่อน อาจจะชอบบล็อกเกอร์ หรือสตรีตแฟชั่นมากกว่า
คนไม่ได้เสพหนังสือแฟชั่นเหมือนเป็นไบเบิลของการแต่งตัวอีกต่อไป เพราะฉะนั้นคำที่สำคัญมากสำหรับเราคือ ‘Relevant’ หรือความเกี่ยวโยง
เราอยากจะเกี่ยวโยงกับสังคมที่กว้างขึ้น กับคนรุ่นใหม่มากขึ้น เราก็ต้องรู้ว่าคนเหล่านี้เขาเกี่ยวโยงกับอะไร เราต้องใช้แฟชั่นไปในรูปแบบใหม่ๆ วิธีคิดใหม่ๆ ในการบอกตัวตนของเรา”

 

ด้วยเหตุนี้แฟชั่นในมุมมองของพลพัฒน์ และ Asava จึงไม่เหมือน และแตกต่างออกไป

 

“เราทำเสื้อในแบบที่เรามองเสื้อไม่ใช่เสื้อ แต่คือกระบวนการคิด ฉะนั้นเราอยากเอากระบวนการคิดนี้ไปทำสิ่งอื่นต่อ ให้มีความเชื่อมโยงกลับมายังปรัชญาของ Asava ให้ได้”

 

นั่นคือ คำว่า ‘Intelligence’ และ ‘Graceful Living’
“Intelligence คือ เราอยากทำเสื้อผ้าที่ฉลาดมีปัญญา ส่วน Graceful Living คือ การใช้ชีวิตของคนที่มุ่งมั่นพยายาม มีความสมดุล ไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟ็กต์
แต่ต้องรู้เสมอว่า โมเม้นต์ไหนต้องทำอะไร คุณภาพชีวิตคืออะไร ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดความสง่างาม ไม่ว่าคุณจะกิน อยู่ ฟัง ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร
สุดท้ายแล้วพอขมวดออกมาจะเป็นภาพเดียวกัน เราจะค่อยๆ เล่าออกมาว่า ตัวตนผู้หญิงของเราเป็นอย่างไร เราอยากจะพูดอะไรกับผู้หญิงบ้าง
ในเชิงของการแต่งตัว การใช้ชีวิต ซึ่งเราถ่ายทอดออกมาในคอลเล็กชั่นต่างๆ

 

“คือเราทำแฟชั่นเราก็ยังขายแฟชั่นอยู่ แต่สุดท้ายแล้วแฟชั่นไม่มีตัวตน เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา ถ้าพูดถึงดีไซน์สามารถแตกไปได้ร้อยแปด
แต่สุดท้ายเราต้องกลับมาที่เทคนิค กลับมาที่ Foundation ของเสื้อผ้า ที่แพตเทิร์น การตัดเย็บ คุณภาพ และความคิด
ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการที่เราใส่เข้าไปในเสื้อผ้า แล้วดูสิว่า องค์รวมทั้งหมดออกมาเป็น Asava อย่างที่เราอยากให้เป็นรึเปล่า

 

“ทุกอย่างประกอบกันขึ้นมา ทำให้สิ่งที่ไม่มีตัวตน สิ่งที่เป็นนามธรรมคมชัดในความรู้สึกของคนใส่ว่า ใส่เสื้อผ้าของเราแล้วรู้สึกอย่างไร เหมือนเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง
ฉะนั้นผู้หญิงที่จ่ายเงินให้เสื้อผ้าของเราเขาจะเข้าใจทันทีว่า เขาจ่ายเงินให้กับอะไร ตอบตัวตน และจิตวิญญาณของเขามากน้อยแค่ไหน

 

“ฉะนั้นถามว่า เราให้ความสำคัญกับแฟชั่นมากมั้ย เราเป็นบริษัทแฟชั่น แต่เราพูดเรื่องแฟชั่นในเชิงของความหยั่งลึกมากกว่าแนวระนาบ
ดังนั้นเวลาพัฒนาคอลเลกชั่นเราจะไม่พูดถึงเรื่องเทรนด์หรือกระแส เราจะทำงานในแนวดิ่ง ทำความรู้จักกับผู้หญิงคนนี้มากขึ้น จิตวิญญาณของเขามากขึ้น
เรายังขายไลฟ์สไตล์ ขายแฟชั่นอยู่ดี เพียงแต่คำว่าแฟชั่นของเราอาจเป็นนามธรรมมากกว่า”

 

สำหรับผู้หญิงสวยแล้ว อย่างไรจึงจะเรียกว่า ‘สวย’
“ผู้หญิงสวยได้ทุกคน แต่สำหรับเราผู้หญิงสวยต้องไม่ประดิษฐ์ ถึงจะประดิษฐ์ก็ควรจะดูไม่ประดิษฐ์ แต่ดูเป็นธรรมชาติ สิ่งนี้สำคัญที่สุด เหมือนเป็น Second Skin
ดูแล้วรู้ว่า ตื่นมาแล้วเธอจะใช้ชีวิตประมาณนี้ อ่านหนังสือประมาณนี้ รับประทานอาหารประมาณนี้ แบบนี้คือผู้หญิงสวย ที่ดูแล้วกลมกลืนไปหมด

 

“ผมชอบผู้หญิงฉลาด ไม่ชอบผู้หญิงที่คิดถึงแต่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผมอย่างเดียวในชีวิต เสื้อผ้าเป็นแค่องค์ประกอบเล็กๆ ในชีวิต คนจะสวยต้องไม่ใช่แค่แต่งตัวสวย
แต่ต้องคิดสวย มีกระบวนการคิดที่สวย บางคนใส่เสื้อยืดเกงยีน ก็สวยแล้ว มีความถูกต้องลงตัวในผู้หญิงคนนั้น”

 

แล้ว ‘สไตล์’ ล่ะ เป็นสิ่งที่สร้างได้หรือไม่ อย่างไร
“สร้าง 100% คงไม่ได้ ต้องมีรากมาจากตัวเรา แต่สามารถวิวัฒนาการหรือพัฒนาขึ้นมาได้ เพราะโลกเราเปลี่ยนทุกวัน เป็นกฎธรรมชาติอยู่แล้ว คนมักพูดว่า สไตล์ต้องดำรงอยู่
…ผมว่าไม่จริง สไตล์ก็เหมือนทุกอย่างในโลกนี้ เพียงแต่การเปลี่ยนต้องมีกระบวนการเปลี่ยนแปลง มีตรรกะในการเปลี่ยนแปลง

 

“อย่างแรกคือ ต้องมี Self Esteem มีความรู้จักตัวเอง จะโปะอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าข้างในกลวงก็ไม่มีประโยชน์ เราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่า อะไรคือสิ่งที่เราต้องการ จากนั้นจะมีคนที่ช่วยเราได้
สมัยนี้มีเพอร์ซันนัลสไตลิสต์เยอะแต่ต้องเลือกให้ถูกคน (หัวเราะ) เขาก็ช่วยคุณได้ การสอนเรื่องการแต่งตัวสไตล์ลิสต์ที่ดีควรจะสอนให้รู้จักคิดด้วยว่า ใส่เสื้อผ้าแบบนี้แล้วจะเป็นอย่างไร สื่อสารอะไรออกไป
ตอบโจทย์อะไรในชีวิต ง่ายที่สุดคือ กูเกิล ลองหาผู้หญิงต้นแบบในอุดมคติที่ใกล้เคียงกับตัวเราว่า เราอยากเป็นใคร ฮิลลารี่ คลินตัน มิเชล โอบามา แจ๊กกาลีน โอนาซีส ทั้งหมดนี้ใช่หรือใกล้เคียงตัวเรารึเปล่า
มีความเป็นไปได้ไหม คือเริ่มจากตรงนั้นก็ไม่ยาก แล้วเราจะเริ่มรู้ละว่า ทิศทางเราควรจะไปทางไหน”

 

สำคัญที่สุด คุณหมูเน้นย้ำว่า คือการแต่งให้ถูกกาลเทศะ อย่าสวยผิดที่ผิดทาง อย่าเห็นใครใส่แล้วก็อยากใส่ด้วย กฎข้อนี้ต้องห้ามนะจ๊ะคุณสาวๆ
เพราะการสวยผิดที่ผิดทาง ไม่ว่าจะสังคมไทย หรือสังคมไหนๆ ในโลก เรื่องของความเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคำว่าสวยมากที่สุด

 

“อีกคำคือ Luxury ผมคิดว่า ทุกคนมีโอกาสเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตเรา ฉะนั้นการที่เราเจอสิ่งที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเก็บเข้าตู้ เราสามารถใช้สิ่งที่เรามองเห็นว่าดีที่สุดสำหรับเราได้ทุกวัน
ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องใช้กระเป๋าที่แพงที่สุด แต่ทุกคนควรจะมองหาของที่มีคุณค่า และดีที่สุดสำหรับชีวิต แล้วอยู่กับมันทุกๆวัน”
ย่อหน้านี้ขออนุญาตขีดเส้นใต้แรงๆ

 

“คนสมัยนี้อาจมองชีวิตฉาบฉวยมากขึ้น มองคำว่า Beauty กับ Speed เท่ากันหมด เห็นความเร็วเท่ากับความสวย คือฉันต้องใส่ก่อน ถ่ายรูปก่อน สวยก่อน ลงเฟซก่อน
คำว่าสวยกับสปีดนี่คนละคำจำกัดความอย่างรุนแรง แต่คนจำนวนมากไม่เข้าใจ คนเราไม่จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าเยอะ มีน้อยชิ้นก็ได้ แต่สามารถตอบชีวิต สามารถใส่ได้ทุกวัน
บางคนปักเลื่อมทั้งตัว ถือกระเป๋าซูเปอร์แบรนด์ รองเท้าดี ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตเขาละเอียดอ่อน

 

“ขณะที่อีกคนอาจใส่เสื้อคอตตอนเรียบๆ แต่เป็นคอตตอนพรีมา 100% ทออย่างดี กางเกงคอตตอนผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด รองเท้าแตะ แต่มันคือ ตัวตนชีวิตของเขา และใส่ได้ทุกวัน
คือ พาร์ตนึงในชีวิต เรากลับคิดว่านี่คือความ Luxury ของชีวิต เพราะสามารถหาของที่ตรงกับจิตวิญญาณของเขาและอยู่กับมันได้ นี่คือ Luxury ที่แท้จริงมากกว่าที่ต้องมาปั้นตัวเอง

 

“ผมเคยเจอคนกวาดขยะในเขตพระราชวัง เห็นแล้วรู้สึกเลยว่า ทำไมสวยอย่างนี้ แม้ว่าชุดจะซีดแต่ทำความสะอาดมาอย่างดี รวบผมเรียบร้อยผูกโบสีดำ กวาดขยะแล้วหน้าเขายิ้ม
มีความสุขกับการเป็นคนกวาดขยะ นี่คือ Graceful Living คือ คนที่ให้เกียรติตัวเอง รู้จักความสุขของตัวเอง ไม่ได้มองว่าตัวเองต่ำต้อย ให้เกียรติเครื่องแบบที่สวมอยู่
คนเราไม่ได้อยู่ที่เงิน อยู่ที่คิดเป็นแล้วจบเลย”

 

ในวันเวลาที่เพิ่มขึ้น ประสบการณ์ที่เพิ่มพูนมากขึ้น ทุกวินาทีที่เข็มนาฬิกาหมุนไปล้วนก่อให้เกิดการเติบโต

 

“การมองเห็นคุณค่าของโลกนี้เป็นสิ่งสำคัญ มุมมองในชีวิต ความรัก ทุกอย่างผมได้มาจากพ่อแม่ จากการที่ท่านสนับสนุนผมมาตลอด สำหรับผมนี่คือความกตัญญู
คนเราถ้ามองไม่เห็นคุณค่าของคนที่ดีกับเรา ไม่เฉพาะพ่อแม่ ทุกวันนี้ งานที่ผมทำส่วนใหญ่เป็นงานที่ทำกับพี่ๆ น้องๆ ที่เคยใช้ชีวิตกันมา 10 ปี 20 ปีทั้งนั้นเลย

 

“ซึ่งคนเราก็แค่นี้นะ ถ้าเราดีต่อกัน เขาก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ มีความเอื้ออาทร มีความเมตตากรุณาต่อกันทั้งชีวิต ซึ่งก็เป็นเรื่องประหลาดที่โอกาสหลายอย่างเข้ามาในชีวิต
เพราะเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ต่างคนต่างมองเห็นคุณค่าในกันและกัน สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ คนมักลืมไปว่า คนเก่งอย่างเดียวทำให้สังคมน่าอยู่ไม่ได้ ยุคสมัยนี้ต้องการคนดีมีจริยธรรมมากกว่าคนเก่งด้วยซ้ำ”

 

เมื่อเราเห็นคุณค่าในกันและกัน คิดดี และคิดเป็น โลกใบนี้ก็งดงามและน่าอยู่ยิ่งนัก

 

หมู พลพัฒน์ อัศวะประภา
อาซาว่า กรุ๊ป

#BeTheVICTOR #TeamMooAsava

Related Post :
Share It!