ย้อนกลับไปเมื่อยุค 600 ปีก่อนคริสตกาล มีนักปราชญ์ชาวจีนผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดท่านหนึ่ง ชื่อของท่านคือ เล่าจื๊อ แม้ว่าจะผ่านมากว่า 2500 ปี หลักคำสอนของท่านนั้นหยั่งรากลึกลงในวัฒนธรรมของจีนและเอเชียตะวันออกอย่างแยกออกจากกันไม่ได้

เล่าจื๊อเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า ซึ่งเป็นหลักปรัชญาที่เน้นการใช้ชีวิตที่กลมกลืน ‘เต๋า’ นั้นหมายถึงต้นกำเนิด แบบแผน และความเป็นไปของสรรพสิ่ง สอนคนให้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและกลมกลืนไปกับธรรมชาติ หลักคำสอนดังกล่าวเป็นรากฐานต่อการพัฒนาปรัชญาอันลึกซึ้งของจีนมาอย่างยาวนาน จึงถูกยกย่องให้เป็นศาสดาแห่งศาสนาเต๋า

เล่าจื๊อยังได้เขียน “เต้าเต๋อจิง” (แปลตรงตัวว่า ‘คัมภีร์ว่าด้วยคุณสมบัติของเต๋า’) คัมภีร์ที่มีอักษรจีน 5,000 ตัวอักษร ซึ่งมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของประเทศจีนอย่างมาก โดยภายในคัมภีร์นั้น มีเนื้อหาในด้านปรัชญาบุคคล ความกลมกลืนต่อการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ จนไปถึงปรัชญาการเมือง ซึ่งเต้าเต๋อจิงถือเป็นหนังสือที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ มากที่สุดเป็นอันดับ 2 เป็นรองแต่เพียงคัมภีร์ไบเบิ้ลเท่านั้น

ตามประวัติศาสตร์ว่ากันว่า เล่าจื๊อเกิดในเมืองหลวงมณฑลเหอหนาน  และได้รับราชการทำหน้าที่ดูแลหอพระสมุดหลวงแห่งราชสำนักโจวในราชวงศ์โจว เล่าจื๊อถูกยกย่องว่า เป็นบุคคลผู้มากไปด้วยสติปัญญา ผู้คนมากมายต่างเลื่อมใสและยกย่องให้เขาเป็นครู แต่อย่างไรก็ดี นานวันผ่านไป เล่าจื๊อเริ่มรู้สึกว่า เล่าจื๊อเริ่มที่จะทนไม่ได้กับความเสื่อมเสียที่เขาต้องพบเจอในการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่เจิ้งโจว ราชวงศ์โจว์ก็เริ่มเสื่อมโทรม เขาจึงตัดสินใจว่า จะละทิ้งชีวิตในเมืองและออกเดินทางไปสุดของทิศตะวันตก ออกจากประเทศเพื่อไปใช้ชีวิตอย่างสมถะเพียงตัวคนเดียว

ในระหว่างการเดินทางออกตะวันตกของเขา ที่ด่านหานกู่ เล่าจื๊อได้พบกับขุนนางดูแลด่านชื่อว่า ‘อิ๋นสี่’ ผู้เลื่อมใสในนิกายเต๋าเช่นกัน อิ๋นสี่จึงได้ขอให้เล่าจื๊อช่วยเขียนหนังสือไว้ให้ซักเล่มก่อนที่เขาจะจากไป และหนังสือเล่มนี้นี่เองที่ได้กลายเป็น “เต้าเต๋อจิง” คัมภีร์ว่าด้วยคุณสมบัติของเต๋า และคัมภีร์นี้นี่เองที่กลายเป็นรากฐานความเชื่อของลัทธิเต๋า และอีกหลายๆ ลัทธิมากมายที่มีอิทธิพลอย่างสูงในเอเชียมาอย่างยาวนาน

 

เต้าเต๋อจิง

ให้ตนเป็นหนึ่งกับความว่างเปล่า

ทำให้เสียงในจิตใจเงียบสงบ

 

หัวใจหลักของเต้าเต๋อจิงนั้นพูดถึงการคืนไปเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันกับธรรมชาติ ไม่ฝืนสิ่งที่เกิดขึ้น การกลับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าที่เป็นหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง

 

Be the Victor ขอนำปรัชญาของเล่าจื๊อมาฝากทุกคนให้สามารถนำไปปรับใช้ให้ชีวิตสอดคล้องกับโลกที่วุ่นวายอย่างเช่นในปัจจุบัน

 

1. คำตอบของทุกคำถามในชีวิตอยู่ในตัวคุณ แค่คุณลองมองเข้าไปในตัวเอง คุณจะพบกับทุกคำตอบที่คุณแสวงหา

20190202_190202_0012
“รู้จักผู้อื่นคือความฉลาด รู้จักตัวเองนั้นคือปัญญาที่แท้จริง เอาชนะผู้อื่นได้คือพลัง เอาชนะตัวเองได้คืออำนาจที่แท้จริง”

 

“เมื่อฉันปล่อยวางสิ่งที่ฉันเป็น ฉันกลายเป็นทุกสิ่งที่ฉันอาจเป็นได้”

 

2. การปล่อยวางทำให้เราพบกับอิสรภาพที่แท้จริง เราเอาชนะทั้งตัวเองและโลกภายนอก ไม่ใช่ด้วยการต่อสู้ แต่ด้วยการยอมรับ

20190202_190202_0011
“เมื่อคุณปล่อยวางทุกอย่างก็จะสำเร็จ ผู้ที่รู้จักปล่อยวางจะเอาชนะโลกได้ แต่ถ้าคุณพยายามจะสู้กับมัน พยายามแล้วพยายามเล่า คุณจะพบว่าไม่มีทางเอาชนะโลกได้เลย”

 

“นักปราชญ์ลงมือโดยไม่ได้ลงมือ สอนได้โดยไม่ต้องขยับปากพูด สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นและนักปราชญ์ปล่อยให้มันเกิด สิ่งต่างๆ ล้มหายตายจากไปและนักปราชญ์ก็ปล่อยวาง นักปราชญ์มีโดยมิต้องเป็นเจ้าของ ลงมือทำแต่ไม่คาดหวัง งานของเขาเสร็จสิ้นลงและนักปราชญ์ก็ลืมมันไป นี่คือเหตุผลว่า ทำไมมันจึงนิรันดร์”

 

“คุณมีความอดทนพอที่จะรอให้โคลนแห้ง หรือให้น้ำใสเสียก่อนไหม? คุณสามารถหยุดนิ่งเฉยๆ จนกว่าจะถึงเวลาเหมาะสมให้ลงมือทำหรือเปล่า?”

 

3. ชื่อเสียงเกียรติยศ และความโลภต่างๆ จะไม่มีวันนำความสุขที่แท้จริงของการรู้จักตัวเองมาให้คุณได้เลย

20190202_190202_0010
“คนใดตั้งคำนิยามต่างๆ ให้กับตัวเอง คนนั้นไม่รู้จักตัวเอง”

 

“คนใดมีอำนาจเหนือผู้อื่น คนนั้นไม่สามารถมอบอำนาจให้กับตัวเอง”

 

4. ความชั่วร้ายจะสลายตัวไปเองแค่คุณไม่ไปสนใจมัน

20190202_190202_0009
5. ความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นจะชนะในท้ายที่สุดเสมอ ไม่ว่าความชั่วร้ายจะปกคลุมนานเท่าไหร่ก็ตาม
20190202_190202_0008
“ความอ่อนน้อมในคำพูดสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ  ความอ่อนน้อมในความคิดสร้างความลึกซึ้งแตกฉาน   ความอ่อนน้อมในการให้สร้างความรัก”

 

“การถูกรักมากๆโดยใครซักคนจะมอบพลังให้คุณ , การที่คุณรักใครซักคนมากมากจะมอบความกล้าหาญ”

 

6. จงมั่นใจในสิ่งที่คุณเป็น และอย่าไปสนใจว่าคนอื่นจะคิดอะไร

20190202_190202_0007
“เมื่อคุณพึงพอใจในสิ่งที่คุณเป็น โดยไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบหรือแข่งขันกับใคร ทุกคนจะเคารพคุณ”

 

7. ปัญญาและพลัง มาจากความอ่อนน้อมถ่อมตน

20190202_190202_0006
“คนที่ฉลาด คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร”

 

8. ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ เปิดใจยอมรับมันซะแม้ว่าคุณอาจไม่ชอบมันเท่าไหร่

20190202_190202_0004
“การเริ่มต้นครั้งใหม่ มักแอบซ่อนตัวเองในรูปของจุดจบที่เจ็บปวด”

 

9. ผู้นำที่ดีนั้นรู้ตัวดีว่าเขาไม่ได้อยู่เหนือลูกน้องของเขาเลย แต่เป็นหนึ่งในพวกเดียวกันต่างหาก

20190202_190202_0003
“ถ้าคุณอยากที่จะปกครองคน คุณจะต้องวางตัวให้ต่ำกว่าพวกเขา..ถ้าคุณอยากที่จะนำผู้คน คุณจะต้องเรียนรู้ที่จะตามพวกเขา”

 

10. จงพยายามที่จะไม่ทำอะไรและไม่เป็นอะไร นี่แหละคือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง

20190202_190202_0002
สังเกตได้ว่า หลักคำสอนของเล่าจื๊อนั้นพูดถึงการเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติเพื่อได้พบกับความสงบและความสุขที่แท้จริง อย่างที่เขาได้กล่าวไว้ว่า “แม้ไม่ทำสิ่งใด แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่ยังทำไม่เสร็จ” ความสงบที่แท้จริงที่มาจากการที่เราถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยไม่พยายามที่จะเอาชนะมัน ความว่างเปล่านั้นมีค่ามากกว่าที่คนเข้าใจ เฉกเช่นแจกันที่นอกเหนือจากก้อนดินแล้ว ก็จำเป็นจะต้องมีที่ว่างตรงกลางเพื่อให้มันสามารถทำหน้าที่ของมันได้ การทำตัวให้ยืดหยุ่นเหมือนไม้ไผ่ที่ล้อไปตามลม ดีกว่าเป็นต้นไม้ใหญ่ที่โค่นหักลงเพราะยอมหักไม่ยอมงอ

 

“ที่ดีที่สุดคือจงเป็นเหมือนน้ำ น้ำนั้นช่างดีเยี่ยม มันสร้างประโยชน์ต่อทุกสิ่ง แต่ไม่เคยไปแก่งแย่งกับใคร มันอยู่ในทุกที่แม้ที่ที่สิ่งอื่นดูถูกเหยียดหยาม นี่คือเหตุผลที่น้ำนั้นใกล้เคียงคำว่าเต๋าเหลือเกิน”

 

เล่าจื๊อกล่าวว่า ถ้าเราปฎิบัติตามหนทางของเต๋า เราก็จะสามารถพัฒนาให้ตัวเรามีคุณธรรมได้ ซึ่งคนที่มีคุณธรรมนั้นเปรียบเสมือนเด็กน้อยขี้สงสัย เด็กน้อยนั้นเป็นความสมดุลที่ลงตัวของสองขั้ว ไม่มีความเป็นชายมากไป หรือเป็นหญิงมากไป ไม่ทำมากไป ไม่ทำน้อยไป และนั่นเองจึงทำให้เขาอยู่บนความสงบเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ

 

หลักคำสอนของเล่าจื๊อไม่เพียงพูดถึง บุคคลที่ควรศึกษาในวิถีของเต๋าเท่านั้น แต่ยังเชื่อว่า เต๋ายังเป็นวิถีที่ทำให้สังคมและชุมชนสามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างถูกต้องอีกด้วย เขาเชื่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นก็มาจากการที่คนไม่ปฏิบัติตามวิถีของเต๋า แน่นอนว่า เล่าจื๊อนั้นได้เห็นถึงความเสื่อมโทรมที่เกิดในประเทศจีน จากยุคทองของจีน ตกลงมาสู่ช่วงเวลาแห่งความแตกแยก บ้านเมืองวุ่นวายและมีแต่สงครามเต็มไปหมด ทั้งหมดนี้เพราะว่า คนหลงผิดไปลุ่มหลงให้ความสำคัญกับความหรูหราเสื้อผ้าอาภรณ์มากกว่าคุณธรรม แทนที่จะใช้ชีวิตอย่างเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ พวกเขาเริ่มตัดสินคุณค่าของสิ่งรอบตัว เริ่มคิดว่า สิ่งนี้ดี สิ่งนั้นไม่ดี สิ่งนั้นสวยงาม สิ่งนู้นน่าเกลียด แต่แท้จริงแล้ว ความน่าเกลียดนั้นเกิดขึ้น เพราะเราสร้างความสวยงามขึ้นมาเองแต่แรกต่างหาก  หากไม่มีสิ่งที่สวยงาม ก็จะไม่มีสิ่งที่น่าเกลียด และคนเรายิ่งตีตัวออกห่างจากธรรมชาติมากขึ้น เมื่อเขาต้องการจะมีแต่สิ่งที่สวยงามเท่านั้น สิ่งนี้นี่เองที่ทำให้เกิดตัณหา ความโลภ และจะนำไปสู่การทำลายตัวเองในท้ายที่สุด

20190202_190202_0001
Related Post :
Share It!