ถ้าคุณเชื่อในความเป็น Teamwork ที่ร่วมกันสร้างผลลัพธ์น่ามหัศจรรย์ และครุ่นคิดว่า จะสร้างทีมที่สุดยอดต้องสร้างกันอย่างไร? การทำงานที่เวิร์คกันเป็นทีม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อันเป็นเลิศเหนือกว่าทุกขีดจำกัดใดๆ ต้องเริ่มจากตรงไหน? จริงๆ แล้วสุดยอด Teamwork เขาทำงานกันอย่างไร? และถ้าจะนำเสนออะไรในโลกนี้ที่แสดงให้เห็นถึง Teamwork ระดับสูง … Be the Victor ขอแนะนำให้คุณลองดูการทำงานของทีม Pit Stop ในการแข่งขัน Formula1

ย้อนกลับไปเกือบ 70 ปีที่แล้ว ทีม Pit Stop ใช้เวลาเฉลี่ยเกือบหนึ่งนาทีในการเปลี่ยนล้อทั้งสี่ของรถ มาปี ค.ศ.  2016 ทีมแข่งรถของนักแข่ง Felipe Massa ทั้งหมด 23 คนสามารถทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยได้ในเวลาเพียง 1.89 วินาที!

แน่นอน นอกจากเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ดีขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ก็มีการพัฒนาขึ้นเช่นกัน ช่วยทำให้ทีมสามารถทำงานเสร็จรวดเร็วยิ่งขึ้น

แล้วคุณจะทำอย่างไรให้ทีมของคุณสามารถทำงานของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับทีมงาน Formula1?

 

  1. ทุกคนต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง
    ทุกคนในทีมรู้ว่า หน้าที่ของเขาคืออะไร? อะไรคือสิ่งที่เขาควบคุมได้? อะไรคือสิ่งที่ทีมคาดหวังจากทีมงานแต่ละคน? ไม่มีใครในทีมที่ยืนเหม่อไม่รู้ว่า ตัวเองต้องทำอะไร ?
    จากวินาทีที่รถกำลังเข้ามาจอด ทีมงานทั้ง 23 คนเข้าประจำตำแหน่งและพร้อมที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้เร็วที่สุด

 

Key Question: คุณและทีมของคุณรู้หรือไม่ว่าหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบคืออะไร?

 

  1. ความลื่นไหลสำคัญเหลือเกิน
    การรู้จุดประสงค์ของการทำงาน รู้ว่ามีขั้นตอนอย่างไร? เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดความลื่นไหลในการทำงาน ถ้าเราลองเทียบขั้นตอนการเปลี่ยนล้อของทีม Pit Stop ระดับโลกที่ใช้เวลาไม่กี่วินาทีกับเวลาที่คุณพยายามจะเปลี่ยนล้อรถของตัวคุณ จะเห็นเลยว่า มันแตกต่างกันมากขนาดไหน
    การทำงานที่ไหลลื่นเปรียบเสมือนเวลาสินค้าเดินทางผ่านสายพานการผลิตในโรงงานไปยังฐานต่างๆ ที่ทำงานต่อกันไปเป็นทอดๆ อย่างไม่มีสะดุด ตั้งแต่ฝ่ายผลิต ไปยังฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ จนไปถึงการบรรจุลงกล่อง

 

Key Question: ทำไมทีมของคุณทำงานไม่ลื่นไหล? เพราะบุคลากรไม่รู้ว่า หน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองคืออะไรหรือเปล่า? หรือเพราะเขาไม่ได้รับ Training ที่เพียงพอที่จะทำให้เขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ? คุณจะสามารถทำอย่างไรให้ทีมของคุณทำงานได้ดีขึ้น?

 

  1. คนขับไม่ใช่ดาวเด่น
    นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันเป็นหนึ่ง ฝ่ายที่ปิดทองหลังพระนั้นสำคัญเสมอ แม้ว่าจะไม่ได้ยืนอยู่กลางสปอตไลท์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่าย IT ฝ่ายการตลาด…ทุกฝ่ายนั้นทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน
    แค่เพราะว่าคนนั้นอาจไม่ได้นั่งคุมพวงมาลัยอยู่ ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่มีความสำคัญ..จริงๆ แล้วงานของเขาสำคัญมากที่จะทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า รถจะสามารถวิ่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

Key Question: วันนี้คุณสนับสนุนทีมสนับสนุนของคุณหรือยัง?

 

  1. โฟกัสในสิ่งที่ถูกต้อง ในเวลาที่ถูกต้อง
    การฝึกซ้อมนั้นสำคัญมาก โดยเฉพาะในการทำงานของทีม Pit Stop ที่ต้องเปลี่ยนล้อทั้ง 4 ล้อของรถภายในเวลาไม่ถึง 2 วินาที กว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้นั้น ทีมงานจะต้องซ้อมแล้วซ้อมอีก รวมถึงพยายามค้นหาวิธีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถทำงานให้เร็วขึ้นได้ การฝึกซ้อมยังทำให้คุณสามารถมองเห็นด้วยว่า ขั้นตอนไหนที่มีประสิทธิภาพ และขั้นตอนไหนที่ไม่มี และจะสามารถแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง?

 

Key Question: ขั้นตอนไหนบ้างในการทำงานของคุณที่สามารถพัฒนาได้?

 

  1. จัดลำดับความสำคัญ
    “ทำให้น้อยอย่าง แต่ทำให้ดีขึ้น” เป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ทำได้ยากเหลือเกิน
    หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ Pit Stop มีประสิทธิภาพสูงก็คือ พวกเขาเลือกที่จะทำแค่ไม่กี่สิ่งที่สำคัญเท่านั้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในเวลาน้อยที่สุด นั่นก็คือ การส่งรถกลับไปวิ่งในสนาม
    เมื่อก่อนเวลาเข้า Pit Stop เขาจะเติมน้ำมันด้วย แต่ว่าตอนนี้ทุกทีมก็ตัดขั้นตอนนี้ออกไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ทีมสามารถลดเวลาทำงานลงมาให้เหลือไม่ถึง 2 วินาที

 

Key Question: คุณเลิกทำอะไรได้บ้าง?

 

  1. การเตรียมตัวให้พร้อม
    มีคนเคยถามคนตัดไม้ว่า “ถ้าผมให้เวลาคุณแค่ 5 นาทีเพื่อตัดต้นไม้ คุณจะทำอย่างไร?” คนตัดไม้ตอบ “ผมจะใช้เวลาสองนาทีแรกลับขวานให้คมกริบ”
    ทีม Pit Stop มีระบบการทำงานที่ดี เพราะพวกเขาใช้เวลามากมายในการพัฒนาระบบการทำงานของตัวเอง พวกเขามีเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะสม มีการฝึกฝนบุคลากรให้ชินกับการทำงานในสถานการณ์ต่างๆ มีการสื่อสารที่ดี เพื่อที่ถึงเวลาลงแข่ง พวกเขาจะสามารถทำงานของตัวเองได้อย่างดี
    นอกเหนือจากการเตรียมตัวแล้ว การประเมินผลการทำงานของตัวเองย้อนหลังก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ในบางครั้ง บางทีมจะอนุญาตให้ลูกทีมเข้าร่วมประชุมกันโดยปราศจากหัวหน้า เพื่อที่ลูกทีมจะสามารถเปิดอกคุยกันได้อย่างสบายใจ ว่า อะไรที่พวกเขาทำได้ดี? และอะไรที่ยังต้องพัฒนา? โดยไม่ต้องกลัวโดนหัวหน้าว่า การสร้างสภาพแวดล้อมในทีมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย…แต่ถ้าคุณทำได้ มันอาจให้ผลตอบแทนที่ดีเหลือเชื่อเชียวแหละ

 

Key Question: คุณสามารถเตรียมตัวด้านใดได้บ้าง เพื่อที่คุณจะทำได้ดีตอน “ลงแข่ง”?

 

  1. ทำให้เห็นกันจะจะ
    หน้าที่ของ Supervisor ประจำทีมคือ ความปลอดภัย
    ดังนั้นสิ่งที่เขาทำคือ การเฝ้ามองการทำงานของทีมงานอีกกว่า 20 ชีวิตเพื่อทำให้แน่ใจว่า กระบวนการทุกอย่างสามารถผ่านไปได้อย่างราบรื่น และเป็นคนให้ไฟเขียวสำหรับรถให้วิ่งต่อได้

 

Key Question: หน้าที่หรือส่วนงานไหนที่คุณสามารถทำให้เห็นได้ชัดเจนและเคลียร์มากขึ้นได้บ้าง?

 

  1. จำไว้ว่า วิวัฒนาการสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ
    ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ.1950 ทีม Cockpit ที่สามารถทำงานเสร็จในเวลา 1 นาทีนิดๆ ก็ถือว่าเร็วจนไม่น่าเชื่อแล้ว
    มันน่าตกใจมากที่เวลาเฉลี่ยทุกวันนี้นั้น ลดลงมาเหลือแค่ประมาณ 2 วินาทีเท่านั้นเอง นับเป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดกว่า 30 เท่า!
    ทำให้นึกถึงสิ่งที่ Mark Zuckerberg เคยพูดถึงวิศวกรเก่งๆ
    “วิศวกรที่เป็นสุดยอดของสุดยอดในสิ่งที่เขาทำนั้น ไม่ได้แค่เก่งกว่าวิศวกรที่พอมีฝีมือนิดหน่อยเท่านั้น แต่เขาเก่งกว่าเป็น 100 เท่า”
    ขณะที่ Marc Andreessen หนึ่งในนักลงทุนขาใหญ่ประจำ Silicon Valley ก็เคยพูดในทำนอง
    เดียวกันว่า “ช่องว่างระหว่างสิ่งที่คนเก่งมากๆ สามารถทำได้กับสิ่งที่คนทั่วไปสามารถทำได้นั้นกำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โปรแกรมเมอร์ระดับหัวกะทิ 5 คนนั้นสามารถทำงานได้ดีกว่าโปรแกรมเมอร์ธรรมดา 1,000 คนเสียอีก”
    บางสิ่งบางอย่างที่เราคิดว่า ยากในวันนี้ แต่ในเวลาอีกไม่นานนวัตกรรมใหม่ๆ จะถูกคิดค้นขึ้นที่ทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้สูงมากยิ่งขึ้น นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมเราจึงต้องมี Growth Mindset…ถ้าเรามัวแต่มาคิดถึงสิ่งที่เราทำได้อย่างเดียวและไม่ยอมพัฒนา เราคงยังเห็นทีม Cockpit ใช้เวลาเป็นนาที เพื่อเปลี่ยนล้อ ไม่ต่างกับ 50 ปีที่แล้ว

 

Key Question: คุณจะสามารถพัฒนาในสิ่งที่คุณทำได้ดีอยู่แล้วให้มันดียิ่งขึ้นอีกได้อย่างไร?

 

  1. ความผิดพลาดช่างเจ็บปวด
    ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน Formula1 หรือจะเป็นทีมพัฒนาสินค้าในบริษัท เราทุกคนก็มีโอกาสทำงานผิดพลาดกันทั้งนั้น และหลายๆ ครั้งมันออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่
    แต่เราต้องรับมือกับความผิดพลาดอย่างระมัดระวัง ไม่ว่าทีมของคุณจะเก่งแค่ไหน ยังไงซักวันหนึ่งก็ต้องมีความผิดพลาดอยู่ดี ความจริงแล้วคุณอยากให้มันมีความผิดพลาดบ้าง เพราะต่อให้ทีมของคุณทำพลาด แต่ถ้าคุณมีวัฒนธรรมบริษัทที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ และทดลองผิดถูกอย่างมีระบบ มันแปลว่า คุณกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
    หนึ่งในความผิดพลาดที่คุณอยากจะหนีให้พ้นก็คือ ความผิดพลาดทางการดำเนินการ ไม่ใช่ว่าไอเดียไม่เวิร์ค แต่เป็นการลงมือทำต่างหากที่ผิดพลาด บางครั้งขั้นตอนการทำงานที่ผิดพลาดอาจเกิดขึ้นจากการที่หลายๆ ฝ่ายไม่เข้าใจในเป้าหมาย ทุกคนไม่เคลียร์ในหน้าที่ของตัวเองหรือเบื้องบนไม่เห็นด้วยก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

 

Key Question: ทีมของคุณเคยเจอปัญหาจากความผิดพลาดทางการดำเนินการหรือไม่?

 

เมื่อใดที่ทีมของคุณเข้าใจในหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน ฝึกซ้อมจนเซียน และทำงานได้อย่างคล่องแคล่วแม่นยำ คุณก็สามารถสร้างสิ่งที่มหัศจรรย์ได้อย่างแน่นอน

Related Post :
Share It!