First Principles Thinking ถูกพูดถึงครั้งแรกต้องย้อนกลับไปกว่า 2,000 ปี ในยุคสมัยของ Aristotle นักปรัชญาชาวกรีกที่กล่าวว่า เหตุผลที่เขาพยายามค้นคว้าศึกษาหลักวิชาปรัชญานั้นก็เพื่อหา “จุดกำเนิดของความรู้” ซึ่งคือความจริงที่ไม่สามารถย้อนแย้งได้ หรือ First Principles Thinking นั่นเอง

กระบวนการคิดแบบนี้นั้นได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ต่อโดยนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ René Descartes นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ที่นำ First Principles Thinking มาพัฒนาต่อกลายเป็นวิธีที่เรียกว่า Cartesian Doubt หรือการแย้งอย่างมีระบบ โดยเขาจะแย้งทุกประโยคที่แย้งได้ ไล่ลงไปเรื่อยๆ จนเจอกับความจริงที่ไม่สามารถที่จะแย้งได้อีก หรือ First Principles นั่นเอง

คุณอาจเคยได้ยินวลีอมตะของ Descartes “I think, therefore I am” เพราะฉันคิด ฉันจึงเป็น นี่จึงเป็น First Principles ของเขา เป็นความเป็นอยู่จริงของมนุษย์ในเชิงปรัชญาที่ไม่สามารถแย้งได้

 

Dick Fosbury “นักกีฬากระโดดสูงที่ขี้เกียจที่สุดในโลก” ผู้ทำลายสถิติ Olympic ด้วย First Principles Thinking

ย้อนเวลากลับไปที่การแข่งขัน Olympic ปี 1968 นักกีฬากระโดดสูงธรรมดาๆ คนหนึ่งนามว่า Dick Fosbury  กำลังเตรียมตัวสำหรับการกระโดดครั้งแรกของเขา ต่อหน้าผู้ชมกว่า 80,000 คนที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน

ก่อนจะมาถึงวันนี้ Dick Fosbury มีสถิติการแข่งขันที่…ธรรมด๊า ธรรมดา

ตอนเขาเป็นวัยรุ่น เขาล้มเหลวในการพยายามเข้าร่วมทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียน ถึงแม้ว่า ตัวเองจะสูงถึง 193 เซนติเมตรก็ตาม

เขาพยายามเล่นกีฬาอื่นๆ ด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่รอด เขาไม่ใช่นักกีฬาที่พรสวรรค์สูงเท่าไหร่

ในที่สุดเขาก็มาจบที่กีฬากระโดดสูง ที่เป็นกีฬาที่ดูเหมือนว่า เขาจะทำได้ดีที่สุด แม้ว่า ตอนแรกเขาเกือบจะไม่ได้เข้าทีมเพราะกระโดดได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม

และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของนักกีฬากระโดดสูงชื่อ Dick Fosbury – นักศึกษาหนุ่มวัย 21 ปี สาขาวิชาวิศวกรรม ตัวผอมกระหร่องที่ไม่ได้แบกความคาดหวังอะไรมากมาย ไม่ต้องสงสัยว่า Olympic ครั้งนี้ เขาคงจะต้องกลับบ้านมือเปล่า ไม่มีเหรียญรางวัลกลับไปเชยชมอย่างแน่นอน

Be The Victor ขอพาคุณไปรู้จักกับ Dick Fosbury ชายธรรมด๊า ธรรมดา ผู้เปลี่ยนกีฬากระโดดสูงไปตลอดกาล ด้วยการแค่เปลี่ยนมุมมอง

เรื่องราวของ “Fosbury Flop”

Victor_Inspiration_First_Principle

ก่อนหน้าที่โลกจะรู้จักกับ Dick Fosbury นักกีฬากระโดดสูงใช้อยู่ 3 เทคนิคในการกระโดดเป็นหลัก นั่นก็คือ ท่า scissors , ท่า western roll และ ท่า straddle jump

PIC

ทั้งสามท่ามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน แต่ทั้ง 3 เทคนิคนี้มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน ก็คือมันเป็นการกระโดดแบบเอาหน้าลง พวกมันถูกดีไซน์ขึ้นมาเพื่อทำให้นักกีฬาสามารถลงสู่พื้นบนเท้าตัวเองได้หลังจากกระโดดข้ามบาร์

ลองหลับตาย้อนอดีตไปกับเราซักนิด หนึ่งในเหตุผลที่นักกีฬาคนอื่นๆ ใช้การกระโดดคว่ำหน้า นั่นก็เพราะว่า ในสมัยนั้น พอนักกีฬากระโดดข้ามบาร์ไปแล้ว ก็จะต้องไปลงจอดอีกฝั่งนึงที่เป็นพื้นแข็ง โดยส่วนมากแล้วจะใช้ทราย ไม่ก็ขี้เลื่อย หรือไม่ก็ฟูกบางๆ นักกีฬาจึงต้องเซฟตัวเองด้วยการกระโดดแบบเอาขาลง

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า Dick Fosbury นั้นไม่ใช่เป็นนักกีฬาพรสวรรค์สูงอะไรมากมาย เขารู้ตัวว่า เขาคงไม่สามารถไปสู้กับคนอื่นได้แน่ๆ ถ้าใช้เทคนิคเดียวกับพวกเขา เขาจึงต้องใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ซะหน่อย แทนที่จะกระโดดคว่ำหน้าเหมือนคนอื่นเขา เขาดันใช้ขาข้างที่ไม่ถนัดถีบตัวออกจากพื้น แล้วกระโดดหงายหลังข้ามบาร์แทน

Dick Fosbury พบว่า เขาสามารถกระโดดได้สูงกว่าเมื่อเขาหงายหลัง และไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องเอาขาลง ซึ่งท่ากระโดดหงายหลังนี้แหละ ที่ต่อมากลายเป็นเทคนิคหลักที่นักกีฬากระโดดสูงทุกคนใช้ “Fosbury Flop” (ท่าพุ่งล้มของ Fosbury)

โชคดีที่โรงเรียนของ Fosbury ตอนนั้นใช้ที่รองเป็นฟูกโฟมนิ่มๆ ทำให้นักกีฬาไม่ต้องกังวลเรื่องการลงจอด บวกกับความคิดสร้างสรรค์ของเขาที่ตีโจทย์แตกว่า กีฬากระโดดสูงมันวัดกันที่ความสูงของการกระโดด ไม่ใช่ท่าลงจอด! เขาจึงได้คิดค้นเทคนิคใหม่นี้ขึ้นมา Fosbury คิดขึ้นเองว่า เขาไม่จำเป็นจะต้องสนเรื่องการเอาขาลง ดังนั้นเขาจึงคิดค้นท่ากระโดดหงายหลังขึ้นมา ที่ทำให้เขากระโดดได้สูงขึ้น แล้วเอาหลังลงบนโฟมนิ่มๆ แทน

แม้แต่ตอนแรกที่เขาเริ่มต้นฝึกฝนท่านี้ โค้ชส่วนตัวของเขายังนึกว่า เขาบ้าเลยที่มาใช้ท่าอะไรแปลกๆ ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งพาดหัวข่าวเรียกเขาว่า  “นักกระโดดสูงที่ขี้เกียจที่สุดในโลก”

แต่หนุ่มน้อย Dick Fosbury ก็ใช้ท่ากระโดดสุดพิสดารไปคว้าแชมป์ในระดับมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ แถมยังตีตั๋วเป็นตัวแทนของอเมริกาไปแข่งใน Olympic อีกด้วย

เด็กผอมกระหร่องที่ไม่ได้ดูมีพรสวรรค์หรือความพิเศษอะไรเลย ช็อกคนทั้งโลกด้วยท่ากระโดดที่ไม่เหมือนใคร พร้อมทำลายสถิติโลกด้วยความสูง 2.24เมตร – คว้าเหรียญทองเงาวับกลับไปนอนกอดที่บ้านอย่างสบายใจแบบหักปากกาเซียน

ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น Dick Fosbury เด็กหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จักก็กลายเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ Olympic

ตั้งแต่ปี 1972 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน นักกีฬากระโดดสูงทุกคนที่คว้าเหรียญทอง Olympic นั้น ล้วนแล้วแต่ใช้ท่า Fosbury Flop ด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีท่าอื่นเลย!

ใครจะไปรู้ว่า แค่มองต่างมุม ก็สามารถทำให้ Dick Fosbury กลายเป็นตำนานได้

แต่ประเด็นหลักที่เรานำเรื่องราวนี้มาเล่าให้ Victors ฟังก็เพราะว่า เราอยากพาคุณไปรู้จักกับ วิธีคิดแบบ “First Principles Thinking” ที่ไม่เพียงอยู่เบื้องหลังการคิดค้น Fosbury Flop เท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้เกิดนวัตรกรรมใหม่ๆ ในโลกมากมาย

 

First Principles Thinking คืออะไร?

ถ้าจะพูดให้ง่าย First Principles Thinking นั้นหมายถึงแนวคิดที่ใช้การย่อยทุกเหตุผลของคุณ กลั่นมันออกมาให้หมด จนเหลือเพียงสมมุติฐานตั้งต้นที่เป็นจริงแท้แน่นอน ไม่สามารถย้อนแย้งได้ แล้วค่อยคิดย้อนกลับจากจุดนั้น อธิบายแบบนี้อาจดูเข้าใจยากซักหน่อย แต่เราลองย้อนกลับไปดูวิธีคิดของ Dick Fosbury เป็นตัวอย่าง

ในขณะที่นักกีฬาคนอื่นๆ ยึดติดกับสมมุติฐานที่ไม่เป็นจริงเสมอไปว่า “กีฬากระโดดสูงคือการทำอย่างไรก็ได้ให้กระโดดได้สูงที่สุด โดยใช้ 3 เทคนิคนั้น”

Dick Fosbury นั้นใช้ First Principles Thinking ในการย่อยสมมุติฐานนั้นออกมา กลั่นออกเหลือเพียงแค่แก่นของสมมุติฐานตั้งต้นที่เป็นจริงและไม่สามารถแย้งได้ นั่นคือ “กีฬากระโดดสูงคือการทำอย่างไรก็ได้ให้กระโดดได้สูงที่สุด”

และนั่นก็ทำให้เกิดนวัตรกรรมใหม่ในกีฬากระโดดสูง

แต่ First Principles Thinking นั้นไม่ได้ใช้ได้แค่ในวงการกีฬาเท่านั้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันถูกนำไปประยุกต์ใช้ในโลกธุรกิจ?

หนึ่งในนักคิดแบบ First Principles คือ Reed Hastings CEO แห่ง Netflix ย้อนกลับไป 20 กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นคนที่คุมตลาด Home Entertainment ก็คือร้านเช่าดีวีดี Blockbuster ที่เป็นคู่แข่งตัวเอ้ ที่มีสาขาครอบคลุมเกือบทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา สต๊อกสินค้า และเงินทุนมหาศาล เทียบกับ Netflix ที่ตัวเล็กกว่าเยอะ และไม่รู้จะเอาอะไรไปสู้

แต่ในขณะที่ Blockbuster มองว่า ธุรกิจของตนคือ ร้านเช่าหนัง Netflix มองว่า แก่นแท้ของตัวเองนั้นเป็น “ผู้ให้บริการหนัง”   ขณะที่ Blockbuster ยึดติดกับการเปิดร้าน ยึดติดกับการเก็บสต๊อกเยอะๆ ที่มีค่าใช้จ่ายสูง Netflix นั้นเพียงแต่มองว่า “ทำอย่างไรก็ได้ที่จะนำหนังไปสู่มือของลูกค้า” เราจึงเห็นว่า Netflix ไม่ได้เน้นไปที่การเปิดสาขาของตัวเองเลย แถมยังสามารถล้มยักษ์อย่าง Blockbuster ด้วยการส่งแผ่น DVD ผ่านทางไปรษณีย์ให้กับลูกค้าถึงมือ ทั้งสะดวกกว่า ลงทุนน้อยกว่า ทำให้นอกจากจะสามารถฆ่า Blockbuster ได้แล้ว ยังก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้อีกด้วย ซึ่งต่อมา เมื่อเทคโนโลยีต่างๆ มีความก้าวหน้ามากขึ้น Netflix ก็ผันตัวเองมาให้บริการผ่าน internet และ mobile app แทนที่จะส่ง DVD

ทั้งหมดนี้ ก็เพราะว่า Reed Hastings มองทะลุไปถึงแก่นแท้ของ Netflix ว่า เป็นผู้ให้บริการหนัง จึงไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบการให้บริการเดิมๆ แต่มุ่งมั่นที่จะพัฒนาวิธีการที่สามารถให้บริการหนังได้มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งก็ส่งผลให้ Netflix ก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จ กลายเป็น start up ชั้นแนวหน้าในขณะที่ Blockbuster ค่อยๆ ล้มหายตายจากไปทีละสาขาจนล้มละลายไปในที่สุด

หรือเราอาจจะนึกถึงอีกหนึ่ง Innovator ของโลกอย่าง Elon Musk

Elon Musk กล่าวว่า “มันสำคัญนะ ที่คุณจะใช้หลักการ First Principles ในการหาเหตุผลของอะไรบางอย่าง ไม่ใช่การเปรียบเทียบ”

การคิดแบบ First Principles กับการคิดแบบเปรียบเทียบ แตกต่างกันอย่างไร?

เริ่มจากการคิดแบบการเปรียบเทียบก่อนก็แล้วกัน ความจริงแล้วการคิดแบบเปรียบเทียบนั้นเป็นโหมดวิธีคิดหลักที่เราใช้ในชีวิตประจำวันเลยแหละ เรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การดูว่า ชาวบ้านเขาทำอะไรกันนั่นแหละ

เช่น การเลือกร้านอาหารโดยดูว่า คนอื่นเขารีวิวกันว่า อะไรบ้างก็เป็นหนึ่งในการคิดด้วยวิธีเปรียบเทียบ คุณไม่ได้รู้จักร้านนั้นจริงๆ คุณแค่คิดว่ามันน่าจะอร่อยแหละ เพราะคนอื่นเขาบอกมาอีกที

แล้วถ้าเป็นจรวดหละ? จรวดหนึ่งลำราคาควรจะประมาณเท่าไหร่?

64 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2 พันล้านบาท

มาถึงตอนนี้ เราเชื่อว่า คุณคงคุ้นเคยกับเรื่องราวของ Elon Musk กับความใฝ่ฝันที่จะพามนุษยชาติไปเหยียบดาวอังคารให้ได้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 Elon Musk ออกตระเวนไปทั่วโลกเพื่อหาซื้อกระสวยอวกาศที่เขาต้องการและราคาที่เขาได้รับกลับมาก็คือ 64ล้านเหรียญสหรัฐ

“ผมมักพยายามมองทุกอย่างจากมุมมองของฟิสิกส์ และฟิสิกส์ก็สอนให้เรามองหาเหตุผลจากรากฐาน First Principles ไม่ใช่ด้วยการเปรียบเทียบ…ผมก็เลยพูดว่า งั้นเอาหละ ไหนลองมาดูรากฐานของจรวดสิว่า มันสร้างยังไง? อลูมินัมเกรดพิเศษ   อัลลอย  ไทเทเนียม  ทองแดง   แล้วก็คาร์บอนไฟเบอร์ จากนั้นผมก็ถามว่า แล้วถ้าเราไปหาซื้อเหล็กต่างๆ พวกนี้ในตลาดเหล็ก แทนที่จะซื้อจรวดแทนหละ? กลายเป็นว่า ค่าวัตถุดิบของการสร้างจรวดนั้นอยู่แค่ 2% ของราคาจรวดเท่านั้นเอง”

และนั่นหละ จุดกำเนิด SpaceX บริษัทผลิตจรวดที่จะนำพามนุษย์ไปอยู่บนดาวอังคาร ไม่เพียงเท่านั้น ในอดีตที่ผ่านมา หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้การเดินทางไปอวกาศนั้นแพงแสนแพง ก็เพราะว่า จรวดมันราคาแพงเหลือเกิน แถมใช้ได้ครั้งเดียวก็ทิ้งอีกต่างหาก

แต่ Elon Musk มองไม่เหมือนอย่างที่เรามอง เขาตั้งคำถามขึ้นว่า ทำไมจรวดถึงต้องใช้ได้แค่ครั้งเดียวหละ? ถ้าคุณใช้วิธีหาเหตุผลโดยการเปรียบเทียบ คุณก็จะพบว่า ตัวเองติดอยู่ในกรอบของสมมุติฐานว่า จรวดนั้นใช้ได้ครั้งเดียว เพราะอะไรนะหรือ? เพราะว่า บนโลกนี้มีแต่จรวดใช้ครั้งเดียวทิ้งทั้งนั้น นี่เลยกลายเป็นข้อเท็จจริงที่เรายอมรับได้

แต่ไม่ใช่สำหรับ Elon Musk ที่คิดด้วย First Principles ซึ่งหมายถึง การขุดคุ้ยลงไปถึงแก่นแท้ของความจริง ความจริงที่จริงแท้แน่นอน ไม่ใช่เพราะคนอื่นบอกว่ามันจริง แต่เพราะมันจริงโดยตัวของมันเองต่างหาก จริงแท้แน่นอนอย่างที่แย้งไม่ได้

ถ้า Elon Musk ใช้หลักการเปรียบเทียบ เขาก็คงจำเป็นจะต้องซื้อจรวดในราคา $65ล้าน เพราะนี่ก็เป็นราคาที่คนอื่นๆ ในโลกต้องจ่าย

แต่ Elon Musk ไม่ได้คิดแบบนั้น วิธีการคิดแบบ First Principles ทำให้เขาไม่เชื่อในเรื่องที่คนอื่นเชื่อ แต่เขาขุดคุ้ยลงไปเพื่อหาความจริง มันทำให้เขาเป็นคนแรกที่สร้างจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี SpaceX ของเขาก็สามารถทำให้ต้นทุนการเดินทางออกไปยังอวกาศ ลดลงกว่า 10 เท่า ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง แค่เขาตั้งคำถามขึ้นมาว่า ทำไมจรวดต้องใช้ครั้งเดียวทิ้งด้วย?

 

การคิดแบบ First Principles นั้นเหมือนการที่คุณค่อยๆ กลั่นความคิดของคุณ ให้เหลือแต่แก่นแท้ มองลึกลงไปถึงเหตุผลที่แท้จริง ไม่ใช่เหตุผลที่คุณฟังมาจากชาวบ้านเขาอีกที

เห็นไหมว่า…แค่เปลี่ยนมุมมอง ปรับความคิด ซักวันหนึ่ง คุณอาจจะคิดค้น Fosbury Flop ของตัวเองได้ก็ได้นะ

Be the Victor ความสำเร็จที่ไม่ย่ำบนรอยเท้าใคร

Related Post :
Share It!