Be The Victor อยากชวนทุกคนมาลอง Say Yes กัน แล้วมาดูสิว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเรา Say Yes แทนที่จะ Say No?

เคยมีบุคคลท่านหนึ่งที่พูดถึงการ Say Yes ไว้ได้อย่างน่าสนใจ เขาคนนั้นคือ Richard Branson ผู้ให้กำเนิดอาณาจักร Virgin Group ที่เริ่มต้นจากศูนย์จากบริษัทเล็กๆ กลายเป็นกลุ่มธุรกิจระดับโลกที่มีบริษัทในเครือกว่า 400 บริษัท หลายๆ คนอาจได้เคยสัมผัสกับ Virgin ผ่านทางฟิตเนส สายการบิน รถไฟ หรือแม้กระทั่งค่ายเพลง Richard Branson ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งใน Entrepreneur มือทองของโลก ด้วยความสำเร็จทางธุรกิจระดับโลกมากมาย หยิบจับอะไรก็ดูเหมือนจะเป็นทองไปเสียหมด แต่วันนี้เราอยากพาคุณไปมองเขาจากอีกมุมหนึ่ง จากมุมมองของคนที่ชอบ Say Yes เพราะเราเชื่อว่า นี่แหละคือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ!

 

Richard Branson เขียนไว้ในบล็อกส่วนตัวของตัวเองว่า

“ตอนเด็กๆ ชื่อเล่นของผมคือ ‘Letsgo’ แต่ที่ Virgin พวกพนักงานชอบเรียกผมว่า ‘Doctor Yes’

ต่อให้ผมไม่รู้ว่า ผมกำลังจะไปที่ไหน? หรือจะไปอย่างไร? ขอแค่ชวนมาเถอะ ผมก็ยังชอบที่จะพูด Yes มากกว่า No นะ

โอกาสตกเป็นของผู้กล้าเสมอ – นี่เป็นบทเรียนที่ผมเรียนรู้มาตั้งแต่ยังหนุ่มๆ และใช้มันเป็นแรงผลักดัน Virgin จนถึงทุกวันนี้

ถ้ามีใครซักคนมอบโอกาสที่น่าทึ่งให้คุณ แต่คุณไม่แน่ใจว่า คุณจะทำมันได้ไหม? ตอบตกลงไปก่อน – แล้วค่อยไปเรียนวิธีทำทีหลัง!

ผมไม่เคยเป็นคนที่จะมายืนพูดว่า ผมอยากจะทำอย่างนั้น ผมอยากจะทำอย่างนี้ ผมแค่เดินออกไปแล้วทำมันทันที ไอ้ความดื้อด้านนี่แหละ ที่พาผมไปอยู่ถูกที่ถูกเวลาอยู่เสมอๆ และพาผมไปสู่ความสำเร็จมากมาย

การ Say Yes มันเสี่ยงอยู่แล้ว แต่บ่อยครั้งผลตอบแทนของมันก็คุ้มที่จะเสี่ยง บางทีผมอาจจะ Say Yes บ่อยเกินไปแล้วก็ได้นะในชีวิตนี้ แต่ผมไม่เห็นจะรู้สึกเสียดายอะไร

ชีวิตมันสนุกกว่าตั้งเยอะเวลาที่คุณ Say Yes มันน่าทึ่งที่คำสั้นๆ แค่คำเดียว ก็สามารถพาคุณไปพบกับการผจญภัยอันยิ่งใหญ่ได้ แล้วคำว่า Yes พาคุณไปพบกับอะไร?”

เมื่อมีคนระดับ Super Big อย่าง Richard Branson ชายที่รวยที่สุดในโลกอันดับ 478 ตามการจัดอันดับของ Forbes Magazine มาบอกคุณว่า คุณควรจะ Say Yes บ่อยขึ้นนะ…เราก็เชื่อว่า มันน่าจะเป็นคำแนะนำที่ดี

 

แล้วอะไรคือการ Say Yes?

เราไม่ได้หมายถึงแค่คำพูดลอยๆ แต่การ Say Yes นั้นหมายถึงการที่คุณทุ่มให้สุดกับทุกโอกาสที่ผ่านมาตรงหน้า มันหมายถึงลองเสี่ยงดูบ้างแม้คุณยังไม่ชัวร์ เดินออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง เอาชนะความกลัว ความไม่มั่นใจในตัวเอง  ก้าวข้ามเสียงว่ากล่าวติเตียน การโดนปฏิเสธ และความอายต่างๆ ด้วย Positive Attitude…พูดง่ายๆ คือ การที่คุณได้เปิดตาดูให้รู้แล้วว่า คุณต้องการ “อะไรที่มันมากกว่านี้” เพื่อจะเติมเต็มชีวิตคุณ

รู้อะไรไหม? หลายๆครั้ง สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ดันเป็นสิ่งที่เราพยายามขัดขืนมันมากที่สุด เพียงเพราะว่ามันทำให้เรารู้สึกอึดอัดแค่เพียงจะพูดจะนึกถึง

การ Say Yes นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พูดตามตรง การตอบ No เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดแล้ว เพราะ No แล้วก็จบ No แล้วไม่เหนื่อย แต่ No แล้วก็ไม่ไปไหน! แต่คุณก็ควรจะตอบ Yes บ้าง ถึงแม้ว่า No มันจะง่ายกว่าก็เถอะ เพราะชีวิตมันควรมีเรื่องตื่นเต้นซะบ้าง

คุณเคยดูภาพยนตร์เรื่อง Yes Man ที่นำแสดงโดย Jim Carrey ไหม? พระเอกในเรื่องกำลัง fail กับชีวิตอยู่ แต่เพราะเขาบังเอิญได้ไปฟังสัมมนาและได้เรียนรู้ถึงวิธีปลดปล่อยพลังแห่งการ Say Yes ให้กับทุกสิ่ง ทุกอย่าง และทุกคนเป็นเวลา 1 ปี เต็มๆ ซึ่งนำพาให้เขาเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน

หนังพยายามถ่ายทอดให้คนดูได้รับรู้ถึงคุณค่าของการ Say Yes โดยเฉพาะกับคนที่มักจะพูด No จนติดปาก หลายครั้ง เรา Say No เพราะเราคิดไปเองว่า เรื่องมันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้เรา Say No เพราะคิดไปเองล้วนๆ ทั้งๆ ที่เรื่องจริงอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้

ถ้าเป็นสถานการณ์ในชีวิตจริงหละ? เราควร Say Yes กับเรื่องอะไร เราถึงจะกลายเป็น Yes Man แบบ Jim Carrey ได้บ้าง

  • Say Yes ให้กับสิ่งที่คุณยังไม่เคยได้ลองทำมาก่อน
  • Say Yes ให้กับการผจญภัย ความท้าทาย หรือ ประสบการณ์ใหม่ๆ
  • Say Yes ให้กับสิ่งที่ทำให้คุณกลัว หรือสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ
  • Say Yes ให้กับอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณไม่จมอยู่ในกิจวัตรประจำวันเดิมๆ ของคุณ
  • Say Yes ให้กับสิ่งที่จะทำให้คุณรู้จักตัวเองดียิ่งขึ้น หรือรู้จักผู้อื่นดียิ่งขึ้น
  • Say Yes ให้กับการสร้างเพื่อนใหม่ๆ คอนเน็กชันใหม่ๆ
  • Say Yes ให้กับความเปลี่ยนแปลง ที่แม้จะทำให้คุณกลัว แต่ก็ทำให้คุณตื่นเต้นยิ่งกว่า
  • Say Yes ให้กับคำเชิญงงๆ ที่คุณได้รับมา และปล่อยให้มันพาคุณออกจากที่เดิมๆ
  • Say Yes ให้กับเรื่องบังเอิญทั้งหลาย ที่ต่อให้คุณไม่เข้าใจ แต่ก็จงพยายามทำมันให้ดีที่สุดดีกว่า

แน่นอนว่า ที่ไม่ใช่ List ทั้งหมด แต่เป็นบางจุดที่จะช่วยให้นำไปปฏิบัติได้ง่ายมากขึ้น

 

Say Yes ดีอย่างไร?

แล้วการ Say Yes มันจะช่วยเราได้อย่างไร? จริงอยู่ว่า ต่อให้คุณ Say Yes ให้กับทุกสิ่งใน List ด้านบน มันก็คงไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมายให้กับชีวิตเรา มันอาจไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเลย แต่บางทีมันก็อาจ!

สิ่งที่คุณทำมันอาจไม่เห็นผลวันนี้ วันพรุ่งนี้ แต่ใครจะรู้ มันอาจพาคุณไปเดินอยู่บนอีกเส้นทางชีวิตเลยก็ได้ เส้นทางที่จะเติมเต็มคุณได้มากกว่า สิ่งที่คุณทำก็ไม่แตกต่างจากการเพิ่มทางเลือกให้กับตัวเอง

ลองนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่คุณอาจเคย Say Yes ไป ทั้งๆ ที่มันง่ายกว่าที่จะ Say No เราเชื่อว่า คุณอาจเคยผ่านเหตุการณ์บางอย่างที่เมื่อคุณ Say Yes ไปแล้ว มันเกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ หนึ่งสิ่งนำพาไปสู่อีกหนึ่งสิ่ง บางครั้งมันก็อาจจะต้องใช้เวลาซักหน่อยกว่าจะออกดอกออกผลมาให้เชยชม แต่ลองมองระยะยาวซักนิด มันจะต้องดีแน่นอน เหมือนอย่างที่ Steve Jobs เคยพูดว่า คุณไม่สามารถเชื่อมต่อจุดต่างๆ ได้จากการมองไปข้างหน้า บางครั้งคุณก็ต้องยอมเสี่ยงด้วยความเชื่อของตัวเองว่า ซักวัน จุดต่างๆ มันจะมาเชื่อมกันเองในที่สุด

กลับกัน คุณอาจลองนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่คุณเคยได้ Say No ไป คุณอาจเคยได้ยินเรื่องราวของผู้ป่วยหรือคนชราที่ใกล้จะหมดลมหายใจ พวกเขาเหล่านี้มักพูดถึงเรื่องที่เสียใจที่ไม่ได้ทำ มากกว่าเรื่องที่ได้ทำไป หรือพูดอีกอย่างก็คือ พวกเขาเสียใจที่ไม่ได้ Say Yes มากกว่านี้

คนที่ใช้ชีวิตหมดไปกับการ Say No มักจะพบว่า ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ “ถ้าเกิดว่า…” จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าวันนั้นฉันเลือกทำแบบนั้น? ถ้าฉันกล้าลองเสี่ยงกับมันดู? ถ้าตอนนั้นฉัน Say Yes? ถ้า ถ้า ถ้า..? สุดท้ายแล้ว คนเหล่านี้ก็จะเต็มไปด้วยความผิดหวังที่พลาดโอกาสหลายๆ ครั้งไป โอกาสที่อาจช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่เติมเต็มกว่านี้ก็ได้

เวลาที่เรา Say No ให้กับบางสิ่ง เรามักจะไม่ค่อยเข้าใจถึงน้ำหนักของคำว่า No ของเรา ยกตัวอย่างเช่น เราอาจไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่า มันจะมีโอกาสหรือเหตุการณ์ใหม่ๆ มากมายแค่ไหนที่จะมาจากการ Say Yes เพราะมันเป็นเรื่องราวในอนาคตที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ถ้าเรา Say No เส้นทางนั้นอาจจะปิดไปตลอดกาลก็เป็นได้

ความจริงแล้ว มันไม่มีอะไรแน่นอนทั้งสองทาง เวลาเรา Say Yes ไป มันก็ไม่แน่ว่า เราจะไปเจอกับสิ่งที่ดีกว่า มันอาจจะแย่กว่าเดิมก็ได้ แต่คุณจะไม่มีวันรู้เลยหากว่าคุณไม่ลองทำดู อย่างน้อยๆ ถ้าคุณได้ลองแล้ว คุณก็ไม่ต้องเจอกับสถานการณ์ “ถ้าเกิดว่า” อย่างน้อยๆ ทางนี้ คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีชีวิตที่เต็มไปด้วยข้ออ้าง และเรื่องราวน่าเสียใจในอดีต

คุณอาจเสียใจกับบางสิ่งที่คุณ Say Yes ไป ที่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วน่าจะ No มากกว่า แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ คุณอาจมองย้อนกลับมาที่ทางเลือกนี้แล้วพบว่า ข้อผิดพลาดในอดีต ก็ไม่ได้ต่างจากบทเรียนอันล้ำค่า ที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้

ในทุกครั้งที่คุณ Say Yes ให้กับบางสิ่ง อย่างน้อยที่สุด คุณจะได้รับประสบการณ์ และประสบการณ์นั้น – ไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย – ก็จะกลายเป็นบทเรียนที่สร้างตัวตนของคุณ

พูดอีกอย่างก็คือ การ Say Yes นั้นมีค่าเสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่การ Say No นั้นไม่ใช่ การ Say No ปิดกั้นคุณในหลายๆ ทาง ไม่ใช่แค่คุณจะไม่เติบโต แต่คุณยังพลาดโอกาสจะพบกับเรื่องราวที่โลกพร้อมจะมอบให้ มุมมองต่อโลกของคุณจะแคบกว่าคนอื่น ในที่สุด คุณก็จะถูกกั้นอยู่ในมุมเล็กๆ บนโลกใบใหญ่ ที่เรียกว่า Comfort Zone

แม้ว่าการ Say Yes จะมีค่ามากมาย เราก็ไม่ได้กำลังบอกให้คุณ Yes Yes Yes กับทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่สักกะเบือยันเรือรบ Say Yes มากเกินไปจะกลายเป็นผลร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณยังมีหน้าที่การงานมีความรับผิดชอบอยู่ ดังนั้น คุณก็อาจจะต้องพยายาม Balance ระหว่าง Yes กับ No…Say No เมื่อมันสำคัญมากจริงๆ แต่พยายาม Say Yes ให้บ่อยเข้าไว้ เพื่อที่คุณจะได้หลุดจากกิจวัตรประจำวันของตัวเองบ้าง เผื่อมันจะช่วยปลดล็อกอะไรในตัวคุณ นอกจากคุณจะลอง Say Yes ดูบ้าง คุณจะไม่มีวันรู้เลยว่า อะไรอยู่หลังประตูบานนั้น

 

หลุมพรางของการ Say No

คุณเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหากับการ Say Yes หรือเปล่า? เวลามีคนชวนไปทำนู่นทำนี่ และสัญชาตญาณของคุณจะบอกให้ Say No ก่อนทั้งๆ ที่ยังได้คิดให้ดีเลยถึงคุณค่าที่แท้จริงของคำเชิญนั้น? บางทีคุณอาจเคยพบว่า ตัวเองต้องใช้ข้อแก้ตัวแปลกๆ หรือคำโกหก เพื่อจะไม่ไปไม่ทำ จริงไหม?

เหตุผลหลักที่เรามักใช้คำแก้ตัวสุดโหลยโท่ยก็เพราะสองสิ่ง: ความกลัว และ ความขี้เกียจ

เรากลัวการ Say Yes เพราะมันอาจพาเราไปเจอกับสิ่งที่เราจะต้องรู้สึกถึง หรือไม่เราก็แค่ขี้เกียจที่จะออกจากที่ที่เราคุ้นเคย สิ่งที่เราคุ้นเคยที่จะทำ ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม คุณก็แพ้อยู่ดี เพราะคุณจะไม่ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ

แต่พวกข้อแก้ตัวเหล่านี้มันทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว Say No ก็มีแต่จะทำให้คุณเบื่อและเต็มไปด้วยความเสียใจในอดีต ถ้าคุณเบื่อเพราะมันไม่มีเรื่องตื่นเต้นมากพอในชีวิตคุณ สิ่งที่มันพยายามจะบอกก็คือ ชีวิตคุณมันคาดเดาง่ายเกินไป มันไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากพอ ไม่มีการพุ่งไปข้างหน้า ดังนั้น คุณก็เลยติดแหง่กอยู่กับที่ ไม่พัฒนา หรือถ้าให้พูดอีกแบบ คุณก็จะเปื่อยไปเรื่อยๆ จมปลักอยู่กับความปลอดภัยของ comfort zone ของคุณ

ครั้งหน้าที่คุณกำลังจะใช้คำแก้ตัวห่วยๆ เพื่อจะ Say No ลองถามตัวเองซักนิด

ข้อแก้ตัวนี้มัน make sense ไหม?

นี่คือวิธี Say No ที่ดีแล้วใช่ไหม?

คุณจะต้องตั้งใจ โฟกัสกับตัวเอง คุณถึงจะปรับนิสัยชอบ Say No ของตัวเองได้ ถ้าคุณแก้สัญชาตญาณของคุณได้ มันอาจพาคุณไปพบกับโลกใหม่เลยก็ได้ แต่เลิกใช้คำแก้ตัวห่วยๆ ซะ แล้วก็เลือกเลยว่าจะ Say Yes หรือ Say No

การ Say Yes ไม่ได้จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีเสมอ มันอาจเป็นเพราะอารมณ์ชั่วขณะ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบระมัดระวังอยู่เป็นทุนเดิม การคิดล่วงหน้าจะช่วยให้การตัดสินใจของคุณดีขึ้น ข้อควรระวังอย่างหนึ่งก็คือ หากคุณใช้เวลามากเกินไปในการวิเคราะห์แต่ละการตัดสินใจ ความกลัวและความไม่เชื่อของคุณก็จะมาขัดขวางคุณ มันจึงทำให้การตัดสินใจในท้ายที่สุดของคุณนั้น สุดท้ายก็มาจากสัญชาตญาณอยู่ดี และมันก็จะเป็นการตัดสินใจที่มาจากความกลัว หรือความขี้เกียจของคุณ มากกว่าว่า ทางเลือกไหนดีที่สุดสำหรับคุณในอนาคต ดังนั้น เราขอให้คุณจำไว้เสมอว่า อย่าให้สัญชาตญาณของคุณเป็นตัวกำหนดว่า Yes หรือ No อย่าปล่อยให้ความกลัวปิดกั้นการเจริญเติบโตของคุณ ปิดกั้นคุณออกจากสิ่งที่มีค่า

ในทุกครั้งที่คุณเคย Say No คุณพลาดอะไรไปซักอย่างแน่นอน มันอาจเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ โอกาสที่จะได้รู้จักเพื่อนใหม่ หรือแค่เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในชีวิต ที่อาจมีผลกับคุณในทางที่นึกไม่ถึง การที่จะหลุดจากหลุมพรางของการ Say No ได้นั้น คุณต้องกลับไปยอมรับถึงสิ่งที่คุณเคยพลาดมาในอดีตเพราะทางเลือกของคุณก่อน

สิ่งที่คุณเคย Say No ในอดีตมาก่อน อะไรคือโอกาสที่คุณพลาดไปเพราะมัน? คุณเสียใจกับมันไหม? เคยอยากย้อนเวลากลับไปหรือเปล่า? แล้วสุดท้ายผลมันเป็นอย่างไร?

คำถามเหล่านี้สำคัญ ที่จะช่วยปรับความเข้าใจของคุณต่อผลลัพธ์ของการณ์ Say Yes และ Say No ที่แท้จริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณจริงๆ มองย้อนกลับไปให้ดี มองให้ชัด เพราะว่าทางเลือกในอดีตของคุณเหล่านี้ ก็คือสิ่งที่ทำให้คุณเป็นอยู่ในวันนี้

ทุกการตัดสินใจส่งผลกับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บางการตัดสินใจช่วยให้คุณก้าวหน้าในชีวิต บางการตัดสินใจก็คือโซ่ตรวนที่ล่ามคุณไว้กับปัจจุบัน การ Say No ช่วยให้คุณมีเวลาว่างมากขึ้น เพื่อทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ นี่อาจเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ ถ้าหากคุณเอามันมาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ แต่ถ้าคุณไม่ได้หมกมุ่นเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับตัวเองในเวลานั้น มันก็อาจเป็นได้ว่า คุณไม่ได้กำลังเติบโตมากพอ ดังนั้น คุณควร Say Yes ให้กับชีวิตมากกว่านี้อีกซักหน่อย

 

เราจะตัดสินใจให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร?

ถึงตรงนี้ เราคิดว่า คุณคงเคลียร์แล้วว่า อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการในชีวิต งั้นเราลองกลับมาดูกันซักนิดว่า เราจะตัดสินใจให้ดีขึ้นได้อย่างไร เมื่อทางเลือกของเราเหลือแค่ Yes กับ No

สิ่งแรกเลย เมื่อมีคนขอให้คุณทำอะไรซักอย่าง คุณจะต้องเข้าใจก่อนว่า ความหมายที่แท้จริงของคำว่า Yes กับ No ในสถานการณ์นั้นคืออะไร? คุณอยากจะรู้คร่าวๆ ว่า ผลลัพธ์ของการตัดสินใจทั้งสองอย่างนั้นคืออะไร และลองมองดูชัดชัดว่า Say Yes จะนำไปสู่อะไร? เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่า Say No ก็จบ กลับบ้าน

ถามตัวเองดูอีกครั้ง การ Say Yes จะนำไปสู่อะไร? จะมีโอกาสอะไรเกิดจากมันได้ไหม? อะไรคือข้อดีข้อเสีย ในระยะยาวและระยะสั้น? อะไรคือสิ่งที่คุณอาจได้เรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งนี้?

อีกหนึ่งสิ่งที่จะลืมไม่ได้เลย ก็คือ “ค่าเสียโอกาส” ในทุกครั้งที่คุณ Say Yes หรือ No มันจะมีค่าเสียโอกาสในการตัดสินใจของคุณเสมอ คุณอาจพลาดโอกาสที่จะได้ทำสิ่งอื่น ได้รับประสบการณ์ใหม่อันอื่น ถึงแม้ว่า Yes จะเปิดประตูบานหนึ่งให้กับคุณ แต่อีกบานหนึ่งก็อาจหมดลง กับการ Say No ก็เช่นกัน

 

เมื่อคุณ Say Yes ให้กับสิ่งที่ควรจะเป็น No!

คุณเคย Say Yes กับบางสิ่งที่ควรจะเป็น No ไหม? เราคิดว่า ทุกคนคงเคยผ่านอะไรแบบนั้นมาเหมือนกันหมด แม้ว่า บทเรียนจะช่วยให้เราเติบโต แต่ในช่วงเวลานั้น การตัดสินใจแย่ๆ ของเราอาจทำให้เราต้องเจ็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาว

ยกตัวอย่างเช่นสมมุติว่า คุณ Say Yes ที่จะช่วยเหลือใครซักคน แต่ปรากฏว่า คุณไม่สามารถรักษาสัญญานั้นได้ เพราะว่าตัวคุณเองก็มีเรื่องต้องรับผิดชอบเช่นกัน การที่คุณทำให้ใครคนนั้นผิดหวัง อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่แย่กว่าเดิมสำหรับคุณทั้งคู่ อาจจะแย่กว่าการที่คุณ Say No ตั้งแต่แรกก็ได้ และสำหรับใครคนนั้น เขาอาจไม่ไว้ใจคุณอีกเลยก็เป็นได้

หรือเวลาที่คุณรับงานมาจนล้นมือ ทำให้คุณไม่สามารถทำได้ตามเป้าที่วางไว้ มันยิ่งจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นให้คุณมากกว่าเดิม อย่าลืมว่า คุณมีตัวคนเดียว และมันก็มีขีดจำกัดถึงสิ่งที่คุณคนเดียวสามารถทำได้ ดังนั้น ถ้าคุณรู้ว่า คุณยังเอาตัวไม่รอด ยังไม่พร้อม ก็อย่าเพิ่งไปตบปากรับคำขอร้องของคนอื่น

เรามักจะซวยทุกครั้งที่เราพยายามจะเป็น “Superman” บางครั้ง เรา Say Yes เพื่อทำให้ตัวเองดูดี หรือเรา Say Yes เพื่ออยากให้อีกฝ่ายรู้สึกดี แต่คุณไม่สามารถทำให้ใครประทับใจได้หรอกนะ ถ้าท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นแค่คำพูดลอยๆ ไร้ซึ่งการกระทำ

และสุดท้าย อย่าสักแต่ Yes Yes Yes ให้กับเรื่องอะไรที่บ้าบิ่น หรือขาดความรับผิดชอบ เรื่องอะไรก็ตามที่อาจจบลงด้วยการทำร้ายตัวคุณ หรือผู้อื่น มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีซักเท่าไปไหร่ ถ้าคุณเจอกับสถานการณ์เหล่านั้น คุณต้อง make sure ว่าคุณรักษาขอบเขตของความเป็นตัวเอง บรรทัดฐานที่คุณยึดถือ อย่าปล่อยให้ตัวเองตัดสินใจแบบเร็วๆ และขาดความรับผิดชอบจนทำให้กลับมาทำร้ายตัวเองและคนรอบข้าง

Be The Victor ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่อยาก Say Yes ให้กับความท้าทาย ให้กับการผจญภัย และให้กับชีวิต!

Related Post :
Share It!